ค้นหา

พบผลการค้นหา 256 รายการสำหรับคำค้น ""

    เว็บไซต์ (206)
    • องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

      สาระน่ารู้ ห่างไกลโควิดด้วยการหมั่นล้างมืออยู่ประจำ สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เข้าชมมากที่สุด 1 อบต.คำนาดี ผ่านการประเมินความโปร่งใสของ อปท. ระดับดีมาก 3 ปีซ้อน มีคะแนนสูงสุดใน จ.บึงกาฬ . 2 อบต.คำนาดี รับรางวัล 'ท้องถิ่นโปร่งใส' จากผลการประเมิน ita ปี 62 ติดลำดับ 4 ของบึงกาฬ . 3 อบต.คำนาดี ผนึกกำลัง อสม. แจกจ่ายหน้ากากผ้าให้ ปชช.-เจลล้างมือสำหรับใช้ในสถานที่สาธารณะ . ข่าวสาร อบต. ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี มอบอุปกรณ์กีฬาให้เยาวชน เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย ห่างไกลยาเสพติด องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี จัดประชุมหารือ รับฟังความเห็น พร้อมผลักดันวัดดานสามัคคีเป็นแหล่งท่องเที่ยวตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ประชาสัมพันธ์ ขอเชิญชวนคนไทย ร่วมโหลดแอป 'หมอชนะ' ร่วมใช้ ร่วมใจ ชนะโควิด-19 องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี แจกเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือให้กับโรงเรียนและศูนย์เด็กฯ องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ประชาสัมพันธ์ จ.บึงกาฬ ออกประกาศห้ามเผาป่า และขยะ ป้องกันมลพิษทางอากาศและปัญหาหมอกควัน องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี ออกพื้นที่ทำความสะอาดฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อตามโรงเรียนต่าง ๆ ป้องกันโควิด-19 องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ประชาสัมพันธ์ จ.บึงกาฬ ออกมาตรการป้องกันโควิดระลอกใหม่ เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงต้องรายงานตัวและกักตัว องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ประชาสัมพันธ์ งดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2564 ป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์สามัคคีระหว่างบุคลากร อบต. และ รพสต.คำนาดี องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ เพิ่มเติม สาระน่ารู้ สาระน่ารู้ ระวังภัยเงียบอันตราย 'หลับใน' พลาดพลั้งอุบัติเหตุถึงชีวิต องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ สาระน่ารู้ ทำความเข้าใจและข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ สาระน่ารู้ ทำความรู้จัก องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก่อนไปเลือกตั้ง องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ สาระน่ารู้ เห็นต่างอย่างเข้าใจ กับวิธี "พ่อ แม่ ลูก" เปิดอกคุยการเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ สาระน่ารู้ ส่องผลร้ายที่ได้จากการ 'ดื่มแล้วขับ' สู่ผลกระทบทางสังคม องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ สาระน่ารู้ 'ยุงลาย' กลายเป็น 'ยุงร้าย' ตอนไหน และเมื่อใดต้องกำจัด? องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ เพิ่มเติม ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร เอกสาร ข้อมูล ข่าวสารทางราชการที่สามารถเผยแพร่ได้ DLTV เรียนออนไลน์ผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ชุมชนของเรา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แชร์ประสบการณ์เรื่องราวดี ๆ เสนอแนะเพื่อการพัฒนา ห้องสมุดประชาชน แหล่งรวบรวมเอกสาร หนังสือ และคลังความรู้สำหรับประชาชน ร้องเรียน ร้องทุกข์ ปัญหาในชุมชน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการรับบริการ ขอข้อมูลข่าวสาร ต้องการเอกสาร ข้อมุล ข่าวสารทางราชการที่สามารถเผยแพร่ได้ ยืมพัสดุของ อบต. ต้องการยืมวัสดุ ครุภัณฑ์ของ อบต. ไปใช้ตามงานต่าง ๆ ร้องเรียนการทุจริต ปัญหาทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ การเรียกรับผลประโยชน์ บริการประชาชน การจัดซื้อจัดจ้าง ผู้ชนะการเสนอราคา ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจัดซื้อครุภัณฑ์ก่อสร้าง (เครื่องสกัดไฟฟ้า และสกัดคอนกรีต) ประกาศ ณ วันที่ ​ ผู้ชนะการเสนอราคา ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจัดซื้อวัสดุคอมพิวเตอร์ (กองช่าง) จำนวน 4 รายการ ประกาศ ณ วันที่ ​ ผู้ชนะการเสนอราคา ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจัดซื้อครุภัณฑ์โรงงาน (เครื่องเจียลูกหมู) ประกาศ ณ วันที่ ​ ผู้ชนะการเสนอราคา ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างเหมาปรับปรุงระบบแผนที่แม่บทภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ประกาศ ณ วันที่ ​ ผู้ชนะการเสนอราคา ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างเหมาทำป้ายห้ามทิ้งขยะพร้อมโครงไม้ ประกาศ ณ วันที่ ​ ผู้ชนะการเสนอราคา ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างเหมาก่อสร้างถนน คสล. สายสะพาน-บะคันคากห้วยผึ้ง ประกาศ ณ วันที่ ​ เพิ่มเติม บทความ แบ่งปันความรู้ รู้จัก คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง นายก อบต. และ ส.อบต. หลายคนสอบถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลมาหลายประเด็น วันนี้ อบต.คำนาดี ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบต. และ ส.อบต. ผู้เขียน อรรถพล เมืองมิ่ง วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2563 แบ่งปันความรู้ กฎหมายน่ารู้ ว่าด้วยเรื่องเหตุเดือดร้อนรำคาญทางกลิ่น ผู้เขียน รัตนพล ยางขันธ์ วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2562 แบ่งปันความรู้ เรียนรู้ศิลปะการพูดในที่ชุมชนเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพ ผู้เขียน สุขเกษม แสงโทโพ วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2563 แบ่งปันความรู้ เรียนรู้เทคนิคการเขียนหนังสือราชการให้ถูกต้อง ตอนที่ 1 ผู้เขียน มณี พรมจันทร์ วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มเติม ระบบสารสนเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบข้อมูลกลางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบบริการข้อมูลบุคลากรแห่งชาติ ระบบสารสนเทศการศึกษาท้องถิ่น ระบบการวางแผนท้องถิ่น ระบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบการจัดการเบี้ยยังชีพ ระบบศูนย์ข้อมูลเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดบึงกาฬ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 8 อุดรธานี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ สำนักงานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัดบึงกาฬ

    • อบต.คำนาดี จัดประชุมหารือ รับฟังความเห็น พร้อมผลักดันวัดดานสามัคคีเป็นแหล่งท่องเที่ยวตำบล

      คุณกำลังอ่าน อบต.คำนาดี จัดประชุมหารือ รับฟังความเห็น พร้อมผลักดันวัดดานสามัคคีเป็นแหล่งท่องเที่ยวตำบล Share ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี จัดประชุมหารือ รับฟังความเห็น พร้อมผลักดันวัดดานสามัคคีเป็นแหล่งท่องเที่ยวตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี จัดประชุมร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น เพื่อหารือ รับฟังความคิดเห็น และเตรียมผลักดันวัดดานสามัคคีเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำตำบล นายณรงค์ เจริญไทสงค์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ร่วมกับผู้นำชุมชน ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ได้จัดประชุมเพื่อปรึกษาหารือแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยจะเสนอวัดดานสามัคคี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาวัฒนธรรม และเชิงธรรมชาติ ทั้งนี้โดยอยู่ในระหว่างการศึกษาผลกระทบและจัดทำประชาคมของประชาชนในพื้นที่ เพื่อประกอบการพิจารณาในประชุมครั้งต่อไป นายณรงค์ เจริญไทสงค์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี กล่าวว่า วัดดานสามัคคี ถือเป็นศาสนสถานแห่งหนึ่งของตำบลคำนาดี และยังเป็นวัดประจำตำบลด้วย ซึ่งฟพื้นที่ทั้งหมดของวัดนั้นอุดมไปด้วยป่าไม้ธรรมชาติและแหล่งน้ำโดยพื้นที่ของวัดมีเนื้อประมาณ 377 ไร่ แต่ได้ถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน เนื่องจากได้มีการตัดถนนผ่านทำให้พื้นที่ของวัดแบ่งเป็นสองฝั่งถนน ซึ่งโดยฝั่งด้านบนจะมีลักษณะสูงปกคุมไปด้วยป่าไม้เป็นส่วนใหญ่ และมีถ้ำ เงื้อมผา หิน และกฏิพระภิกษุ ส่วนพื้นที่ฝั่งถนนด้านล่างจะมีลักษณะเป็นลานหินทอดยาวเป็นบริเวณกว้างและมีเนินสูงต่ำสลับกัน และยังมีแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นที่ลุ่มน้ำ ประกอบกับมีอาคารสถานปฏิบัติธรรม ศาลาการเปรียญ โรงฉัน โรงครัว อุโบสถ กุฎิของพระภิกษุสามเณร และมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เช่น รูปปั้นองค์ใหญ่ของเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปปรางนาคปรก รอยพระพุทธบาทจำลอง ปัจจุบันวัดดานสามัคคีมีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่รวมไม่ขาด ด้วยภูมิประเทศที่สวยงามและมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาตินี้ และตำบลคำนาดีไม่มีแหล่งท่องเที่ยว จึงเห็นว่าควรผลักดันและพัฒนาให้วัดดานสามัคคี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาวัฒนธรรม และเชิงธรรมชาติ ของตำบลคำนาดี ทั้งนี้ ที่ประชุม ได้เห็นพ้องต้องกันว่า การผลักดันให้วัดดานสามัคคีเป็นแหล่งท่องเที่ยวจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและท้องถิ่น โดยเฉพาะประชาชนที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามมา หากมีนักท่องเที่ยงเดินทางมาท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบและจัดทำประชาคมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อไป ข่าวล่าสุด อบต.คำนาดี มอบอุปกรณ์กีฬาให้เยาวชน เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย ห่างไกลยาเสพติด อบต.คำนาดี จัดประชุมหารือ รับฟังความเห็น พร้อมผลักดันวัดดานสามัคคีเป็นแหล่งท่องเที่ยวตำบล ขอเชิญชวนคนไทย ร่วมโหลดแอป 'หมอชนะ' ร่วมใช้ ร่วมใจ ชนะโควิด-19 อบต.คำนาดี แจกเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือให้กับโรงเรียนและศูนย์เด็กฯ จ.บึงกาฬ ออกประกาศห้ามเผาป่า และขยะ ป้องกันมลพิษทางอากาศและปัญหาหมอกควัน อบต.คำนาดี ออกพื้นที่ทำความสะอาดฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อตามโรงเรียนต่าง ๆ ป้องกันโควิด-19 เพิ่มเติม

    • news

      ข่าว หมวดหมู่ข่าว กิจกรรม อบต. ประชาสัมพันธ์ สาระน่ารู้ จัดซื้อจัดจ้าง ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี มอบอุปกรณ์กีฬาให้เยาวชน เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย ห่างไกลยาเสพติด องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี จัดประชุมหารือ รับฟังความเห็น พร้อมผลักดันวัดดานสามัคคีเป็นแหล่งท่องเที่ยวตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ประชาสัมพันธ์ ขอเชิญชวนคนไทย ร่วมโหลดแอป 'หมอชนะ' ร่วมใช้ ร่วมใจ ชนะโควิด-19 องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี แจกเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือให้กับโรงเรียนและศูนย์เด็กฯ องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ประชาสัมพันธ์ จ.บึงกาฬ ออกประกาศห้ามเผาป่า และขยะ ป้องกันมลพิษทางอากาศและปัญหาหมอกควัน องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี ออกพื้นที่ทำความสะอาดฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อตามโรงเรียนต่าง ๆ ป้องกันโควิด-19 องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ประชาสัมพันธ์ จ.บึงกาฬ ออกมาตรการป้องกันโควิดระลอกใหม่ เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงต้องรายงานตัวและกักตัว องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ประชาสัมพันธ์ งดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2564 ป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ สาระน่ารู้ ระวังภัยเงียบอันตราย 'หลับใน' พลาดพลั้งอุบัติเหตุถึงชีวิต องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์สามัคคีระหว่างบุคลากร อบต. และ รพสต.คำนาดี องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ ข่าวสาร อบต. อบต.คำนาดี จัดโครงการป้องกันและลดอุบัติบนท้องถนนในช่วงเทศบาลปีใหม่ ประจำปี 2564 องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ สาระน่ารู้ ทำความเข้าใจและข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ​ MORE

    ดูทั้งหมด
    กระทู้ (49)
    • Local Government in Thailand and Decentralization after the 2014 Military Coup (1)

      Resource Autthapon Muangming. (2018). Local Government in Thailand and Decentralization after the 2014 Military Coup. Social Science Asia, 4(2), 35-50. The objectives of this article are 1) to study the decentralization and local government situation in Thailand after the coup d’état in 2014 and 2) to investigate the direction of decentralization under the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560 (2017). Document analysis was used for data collection. It was found that Thailand’s local government system has been developing for over a century. It was evident that most of the administrative system was based mainly on the central government with most of the local administrators being appointed by the central government. In 1997, there was major reform under the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2540 (1997). This reform can be considered as progress for local government in Thailand as decentralization for local administration was clearly specified in the Constitution. In the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2550 (2007), the essential parts of decentralization were not changed and some aspects were added. However, with this attempt to decentralize local government, there were still many obstacles that deterred and delayed the development process. Moreover, the political changes in 2014 caused the drawback of power to more centralization, as can be seen from the pattern of the issuing of orders, appointments, suspensions and inhibitions of local government operations including the removal of local administrators. When considering the contents of the 2017 Constitution from the database and observations of documentation presented by experts, it was revealed that many chapters in the 2017 Constitution were unclear concerning decentralization. And on consideration of the National Reform Plan of the National Reform Steering Assembly in reference to local government, it was found that, although there was progress on various issues, certain other issues still did not show a firm direction towards strong decentralization of local government. Introduction The government’s centralization system in Thailand cannot thoroughly develop local communities judging from the social situation and other dimensions of each locality; the differences relate to geography, way of life, beliefs, values and traditions as well as the problems and needs of the local population. Furthermore, the current trends of globalization and changes in the economy, society, politics, science and technology have rapidly developed. These aspects make the social situation more complex for administration and make it impossible for the central government to manage and solve problems or respond to the needs of people promptly, quickly, thoroughly and efficiently in every locality. Though the government is the major mechanism for governance and the happiness and well-being of people, limitations in delivery of the system are caused by such things as the issue of regulations, budget approval, limited staff and a lack of understanding of the local situation and subsequent delay in the management of the whole system. These issues lead to various arguments about the approach to reduce the workload of the central government, which has extensive and various responsibilities, so that it handles only the main and necessary tasks. However, one of these tasks is the governance reform that gives people the opportunity to participate in their own local administration. This is an important and necessary issue in the current complex situation of society with the assumption that “No one knows an area as well as the people in that area”. This viewpoint leads to the concept of local governance and decentralization. Local governance is an important process for encouraging people since it is known that local governance is like a school for people to learn about democracy. The process provides an opportunity for people to participate both directly and indirectly. For example, people can join in the thinking, planning, execution and follow-up, as well as the improvement of a development plan. The people can express their own and their community’s needs. They can exercise their right by voting for suitable people to be the local administrators. Moreover, local governance also makes people feel that they are stakeholders in local development. The people feel a sense of ownership and are ready to preserve the resources or benefits for the local community which in turn leads to a belief in democracy. Although there are some local governances established to respond to the needs of people in the local community, it is evident that the authority for management is still retained in the central government. The power has never been transferred to local governments. Local administrations have no power in making decisions or determining the direction or management of their own resources that should be the practice with decentralization. This results in the local people having no independence for their own management which is a major obstacle for the development of local administration. Therefore, transferring only authority to the local government is not truly decentralization. Decentralization is one of the tools to achieve local development and public services to meet all the people’s needs. However, decentralization is not limited only to the transfer of authority; the government should also pay attention to how the goal of public service can be achieved. In order for local organizations to carry out their responsibilities efficiently, the central government needs to transfer political management, resource management, personnel management, budget management, and appropriate technology management to the localities, which are the administrative organizations closest to the people and who have power to manage public services corresponding to the community’s needs. The concept of Thailand’s local governance has been applied and continuously developed since the era of King Rama V. During the first period of the implementation, the authority for making decisions and determining policy came from the central power in Thailand which also appointed the local administrators, so that there was no characteristic of decentralization under the concept of democracy. Later, the concept of decentralization was widely discussed until the issues were finally determined in the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2540 (1997) (the 1997 Constitution) and later the Determining Plans and Process of Decentralization to Local Government Organization Act B.E. 2542 (1999) was enacted. It can be pointed out that this act demonstrated the progress and change in local governance in Thailand with the clear determination of decentralization in the 1997 Constitution. In addition, this act also increased the power to local government, giving local authorities more independence in terms of budget, personnel, tax collection and provision of public services, and encouraged elections of all local administrators and councilors. When the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2550 (2007) (the 2007 Constitution) was passed, the issue of decentralization was no different from the previous situation in terms of the extension of the authority of local government to have clearer and more extensive roles. Local authority had more independence and responsibility for governance, developing the system of operation and internal control. People in the community were provided with more opportunity to participate in management along with the local government. Even though there have been attempts to decentralize to local administrative organizations and public awareness of self-government is promoted, still there are some limitations and obstacles from both internal problems of local government and external problems, especially the central government. This is because the central government still has not truly transferred power to the local governments, hence the processes of decentralization are driven slowly with no continuity or the expected success. Besides, the political crisis in 2014 with the subsequent military coup d'etat caused the democratic process to stop and the administrative style to become more centralized. The central government has the authority to order, suspend and inhibit local activities. Furthermore, consideration of many sections of the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560 (2017) (the 2017 Constitution) shows that the question of decentralization is unclear because the government has focused on its security policy, transferring authority and independence, and decentralizing the authority of management. In this article, the author will focus on the evolution of local government in Thailand and its decentralization from the past to the present by considering the direction of its development, the progress or regression of governance, and the obstacles that block the decentralization driving process; it includes analysis of the direction of decentralization reform and local governance under the government led by Gen. Prayut Chan-o-cha and the 2017 Constitution which is the major blueprint for the country’s reform of government together with the National Reform Steering Assembly. This article aims to 1) study the decentralization and local government situation in Thailand after the coup d'etat in 2014, and 2) investigate the direction of decentralization under the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560 (2017). This article is based on document analysis. The data were obtained from various sources i.e. news publications, books, periodicals, official documents, related laws, and electronic media. The selection of the documents was based on the following specific criteria: 1) the real original documents and 2) their correctness and the reliability. The triangulation check was employed by studying the information from the same type or the same content from various sources of information and then comparing for the accuracy and the parallel information. The obtained information was analyzed by content analysis and the interpretive approach. Local governance of Thailand and decentralization before the coup d'etat in 2014 The local governance of Thailand has been evolving for over a century, since first appearing in 1897 in the reign of King Chulalongkorn (Rama V) who realized the need to reform the country and modernize the system to match the West. His scheme included the establishment of the sanitation division in Bangkok under local governance, and this was the initiation of local government. In 1905, the Local Sanitation Division Act Ratthanakosinsok 127 set up sanitary units in many districts around the country. The sanitation was divided into 2 types: city sanitation to be established in the areas of cities or developed localities, and district sanitation to be located in the rural districts. Until the reign of King Rama VII, the king appointed the Board of Public Sanitation, a committee to study foreign local government. This committee foresaw that municipalities should be established and proposed their plan to the king. Although the king thought that people should practice the control of local business and learn about democracy for themselves, a law still was not enacted. After the country changed from an absolute monarchy to a democracy, the concept of decentralization received more attention. In 1933, the improvement of the administrative structure was created under the Government Administration Act, B.E. 2476 (1933) that determined local government agencies and established the municipalities. Then, the Municipal Act, B.E. 2476 (1933) was enacted, so that municipalities became the first local government agencies in Thailand according to the principle of decentralization. The municipalities could be divided into 3 levels: (1) the subdistrict municipality, (2) town municipality, and (3) city municipality. All levels of sanitation became the responsibility of the municipalities. After that, there were no additional municipalities because they had limited roles and authority, and people lacked knowledge and understanding about local governance. There followed a period of laying the reform and foundation of local government. Four forms of local agencies were established. These were the sanitary organization, municipality organization, provincial administrative organization (PAO), and tambon administrative organization (TAO). In the early period, the local sanitary organization’s patterns were re-introduced. When the sanitary organization was well-developed to meet the specified criteria, it would be promoted to a municipality. It was anticipated that this promotion would be a catalyst for local development. In 1955, the Provincial Administration Organization Act B.E. 2498 (1955) was passed for the administration of municipality and sanitary organizations, and in 1956 the Tambon Administrative Organisations Act, B.E. 2499 (1956) was enacted. The act specified the work units of sub-districts as cooperating agencies. These agencies managed their own expenses independently. Although, the government had laid the foundation for local organizations aimed to make people participate in local administration, it was found that the central government still designated the officers from central government who would govern the local organizations. After the end of Field Marshal Plaek Pibulsongkram’s government in 1957, the TAOs were dissolved and replaced by district council committees, but these were still controlled by government officials or the central government. Even though there was continuous development in local organization in Thailand, population growth, the rapid growth and complexities of cities and the arrival of foreign tourists were all factors that caused some difficulty in management for both central government and local government. Although some areas would have local governance to share some duties of government, the authority and duties were limited and the potential of local areas was not enough to make or manage public services efficiently. So, special agencies with authority and responsibilities were required in order to thoroughly and quickly provide services to meet the needs of the people. Incidentally, in 1973 there was a major political transition; democracy was in full blossom and the people were demanding the opportunity to fully participate in political activities. The concept of decentralization was raised again and the government passed the National Government Organization Act, B.E. 2518 (1975) the main theme of which was to set up the Bangkok metropolitan area as a local government. The duties of this particular local government included being a municipality, sanitation organization, and PAO, and it was entitled to manage as a special municipality. This special administrative organization had duties and authority determined to be part of the regional offices, i.e. the districts and provinces. In this case, the administrators and councilors came directly from elections, whereas in the past they were appointed by the central government. Moreover, Pattaya city was established to be the second special local government authority in accordance with the Pattaya City Administration Act B.E. 2521 (1978) to support the expansion of the city and its development as a tourist attraction. The trend of decentralization increased until 1992, and the concept of decentralization was taken into account in the election campaigns of many political parties. In addition, there was also the proposal for the direct election of provincial governors but this idea created wide criticism in society. So, this period was considered to be the time that Thai society was actively involved in local government policy. Although the issue of direct election of provincial governors did not materialize, there was a revision in the regulations of PAOs which changed the position of the provincial governor from automatically being the chairman of the PAO; the chairman came from the election of provincial councilors. The promulgation of the 1997 Constitution was a major reform of Thailand that set out the overall reform of local government and the most obvious decentralization in the country’s history. This 1997 Constitution paid special attention to decentralization, e.g. independence of policy determination, governing, personnel management, financial management and fiscal management with governance supervised by government agencies as necessary. Local people were also granted the right to nominate and remove local administrators and amend local regulations. Furthermore, the government also established the machinery for driving decentralization and passed laws to escalate the plan and process. This machinery also pushed and proposed the legal amendments to local governance to be in compliance with the provisions of the 1997 Constitution and quickly made progress in decentralization, e.g. raising the sanitation organization to be a municipality. The expansion of TAOs increased, restructuring of the local administrative organizations with councils coming from elections and the local administrators from direct elections or the approval of the local councils. Moreover, there was also a measure of revenue allocation for the local administrations according to criteria prescribed by law, including the preparation of administrative transfer to the local administrations of, especially, education and public health functions. However, during the period of government led by Thaksin Shinawatra, the direction of decentralization seemed to go in another direction. One approach, which reflected Thaksin’s business background, was by having the provincial administration managed in the style of a chief executive officer with the provincial governor acting in this role. In this case, the governor had the maximum authority to make decisions and took a role as an assistant of the prime minister to drive public services; this approach led to wide criticism and discussion of the pros and cons. In addition, the government also operated a number of functions that blocked decentralization, e.g. delaying the transfer of personnel to local organizations, bureaucratic reform by establishing departments in central government focusing on the management of large public sector projects, and adjusting the ratio of local governments’ income to be not less than 25% of the net income of the central government. It was observed that not only did the government not have a policy to promote decentralization, but the government sector and its group of officials also showed a strong movement of anti-decentralization by claiming that local administrations were not ready to manage the work necessary under the transfer of various tasks such as carrying out organization and personnel; this was especially the case with teachers who did not accept the policy of transferring educational institutes to local administrations. There was also a request for an evaluation of the readiness of local administrative organizations, and it can be said that this was a stage of stalling decentralization. The 1997 Constitution would be a major blueprint for the country’s reform, especially the issue of decentralization that showed signs of progress. But there were many obstacles, both with the insincerity of central government in promoting decentralization or even in the contents of the 1997 Constitution itself, e.g. in spite of determining what local governance could or could not do, there was no determination as to how to achieve it and no clear definition between government and local administration relating to policies such as governance schemes, support, verification, follow-up and evaluation. Furthermore, many kinds of transfer of authority were not in compliance with the practice, so there was no progress in decentralization. The political scene changed again in 2006. Following volatility in national politics, a coup d'etat ousted Thaksin. The 1997 Constitution was abrogated and replaced by the 2007 Constitution. The 2007 Constitution did not lessen the essence of local administration; in fact, the role of local government organizations was expanded into a clearer and broader role by determining the proper relationship between local administration and the central government. This time, local administrations would have independence in their own authorities, with clear governance of local administration, promotion of the public-sector role to have more participation, and support for local administration with transparency and integrity. However, Thailand then entered a period of political crisis with severe and long national conflict. This caused instability in the government with frequent political changes, and decentralization was disrupted. Though the government expressed its efforts to push the policy towards decentralization to local government, the policy was still unclear, especially the issue of the income of local government. The central government did not allocate 35% of income to the local government as promised, instead it provided 25%. In addition, the government had not yet transferred the responsibility for providing some public services that could be done locally and, in those instances where responsibility was transferred and required a large budget, it allocated only a small budget. The government considered that the local governments were not capable enough, but this was not an excuse for centralization because it was the duty of central government to take care of the development of localities. Furthermore, although the decentralization policy led to self-management of local government, the problem of a lack of clarity in the authority of governance, especially with the conflict between independence and the intervention of regular monitoring, was an obstacle to local administration’s management. There was also incompatibility between the regulations and the situation that existed. Many local policies were questioned by the Office of the Auditor General (OAG) as to whether they were appropriate, so local governments could not fully administer their work because they were afraid of committing offences and legal prosecutions. Even though the 2007 Constitution was a driving force for decentralization and had the backing of the people on the issue of decentralization reform, autonomy, and self-management for some provinces, national politics seemed to block this development process. It can be seen that the previous sequences of the decentralization process had obviously made progress, but it was quite slow and took a long time because of the many obstacles to local administration both internally and externally, especially the problem of national political conflict that affected the drive of the decentralization policy. It had been anticipated that when the decentralization policy could be developed quickly, it could be used as a baseline for strong and solid democracy after the promulgations of the 1997 and the 2007 Constitutions. The issues of national reform mostly focused on national politics so the issue of local reform did not receive enough attention. When there was a political crisis in 2014, the National Council for Peace and Order (NCPO) decided to take control of the country by coup d'etat. Thus, the 2007 Constitution was abrogated and replaced with the Constitution of the Kingdom of Thailand (interim), B.E. 2557 (2014) (the 2014 Constitution). Based on its contents focusing on the country’s reform and a referendum in August 2016, the majority of the people voted to accept the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560 (2017) (the 2017 Constitution). This was again a major blueprint for national reform of government that clearly indicated the direction of local government. Read more

    • ระบบเลือกตั้งใหม่ ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ คืออะไร?

      สรุประบบเลือกตั้งใหม่ ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ ให้เข้าใจง่ายที่สุด ดังนี้ ส.ส. มีทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น แบบบัญชีรายชื่อ กับ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต่เมื่อเราได้เข้าคูหา บัตรเลือกตั้งจะเหลือเพียงใบเดียวคือบัตรให้เลือก ส.ส. เขต ซึ่งจะมีแต่เบอร์ผู้สมัคร โดย ส.ส. ระบบเขตมี 350 คน จาก 350 เขตเลือกตั้ง แต่ที่ลำบากนิดหน่อยคือ กฎหมายกำหนดให้จับเบอร์ผู้สมัครทุกเขต สมมติผู้สมัครของพรรค ก. ใน กทม. เขตที่ 1 จับได้เบอร์ 10 ผู้สมัครของพรรค ก. ใน กทม. เขตที่ 2 อาจจับได้เบอร์ 1 ดังนั้น ใน 30 เขตเลือกตั้งของ กทม. พรรค ก. จะมีหลายหมายเลขผู้สมัคร กลับมาที่การนับคะแนนตามระบบจัดสรรปันส่วนผสม ส.ส. เขตมี 350 คน จาก 350 เขต ผู้สมัคร ส.ส. เขตที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตนั้นจะได้เป็น ส.ส. แต่คะแนนที่ได้ต้องมากกว่าคะแนน Vote No กรณีไม่มีใครได้คะแนนมากกว่าคะแนน Vote No ให้จัดเลือกตั้งในเขตนั้นใหม่ ส่วนกรณีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้จับสลากต่อหน้า กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง เมื่อได้ ส.ส. เขต 350 คนแล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่ออีก 150 คนมาจากไหน สำหรับผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ จะต้องมาดูกันอีกทีว่าพรรคของตนได้สัดส่วนเท่าไรในคะแนนเสียงรวมกันทั่วประเทศ ตามสูตรการคำนวณดังนี้ เอาคะแนนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด ลบด้วย Vote No และบัตรเสียออกก่อน (คิดบนสมมติฐานว่าทุกพรรคการเมือง ส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ)นำจำนวนดังกล่าวหารด้วย ส.ส. ทั้งหมด 500 คน จะได้คะแนนโดยประมาณต่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คนสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. คำนวณคะแนนตามข้อ 2 คาดว่าจะได้ 70,000 คะแนน ต่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คนเอาคะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศของแต่ละพรรคที่ได้ หารด้วย 70,000 จะได้จำนวนที่เรียกว่า ‘ส.ส. พึงจะมี’ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคจะมีได้ไม่เกินจำนวนนี้สูตรคำนวณว่าแต่ละพรรคจะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเท่าไร ให้เอา ‘ส.ส. พึงจะมี’ ลบด้วย ‘ส.ส.เขต’ ที่พรรคนั้นได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้ อดีต กกต. สมชัยยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น พรรคการเมืองขนาดกลางได้ ส.ส. เขตมาแล้ว 30 คน สมมติว่าได้คะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศ 3,500,000 คะแนน สูตรคำนวณ ส.ส. พึงจะมีคือ 3,500,000 หาร 70,000 ส.ส. พึงจะมีของพรรคขนาดกลางนี้คือ ส.ส. 50 คน นำ ‘ส.ส. พึงจะมี’ (50 คน) ลบด้วย ‘ส.ส. เขต’ (30 คน) = พรรคขนาดกลางนี้จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 20 คน ส่วนกรณีพรรคขนาดใหญ่ อดีต กกต. สมชัยสมมติว่า พรรคขนาดใหญ่พรรคหนึ่ง ชนะได้ ส.ส. เขต 200 คน คะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศได้มากถึง 13,500,000 คะแนน แต่เมื่อนำมาคำนวณได้ ส.ส. พึงจะมี: 13,500,000 หาร 70,000 = 192 คน นำ ‘ส.ส. พึงจะมี’ (192 คน) ลบด้วย ‘ส.ส. เขต’ (200 คน)  = -8 หมายความว่าพรรคขนาดใหญ่นี้จะไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว สูตรการเลือกตั้งแบบใหม่นี้เป็นผลให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ต้องเล่นเกมแยกสาขาพรรค ส่วนพรรคขนาดกลางก็ได้เปรียบ ด้วยโอกาสได้จำนวน ส.ส. มากขึ้น เปิดช่องให้นำไปต่อรองว่าจะร่วมกับพรรคใดในการตั้งรัฐบาล

    • ถาม - ตอบ กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นฉบับใหม่

      1. ถาม บุคคลผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง? ตอบ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งจะสามารถลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการขาดคุณสมบัติหรือไม่มีคุณสมบัติ ในการเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะไม่สามารถใช้สิทธิลงคะแนนเลือกเพื่อเลือกตั้ง ตัวแทนได้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ดังนี้ 1. มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยแปลงสัญชาติต้องได้ สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 2. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง 3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 1 ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ลักษณะต้องห้ามสำหรับบุคคลนั้นที่กฎหมายห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ได้กำ หนดว่าบุคคลที่มี ลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ 1. วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ 2. เป็นภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวช 3. ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย 4. อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดหรือไม่ 2. ถาม บุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง? ตอบ คุณสมบัติผู้สมัครท้องถิ่น และลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครท้องถิ่น มาตรา 49 และ 50 พรบ. เลือกตั้งท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และ พรบ.จัดตั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นกำ หนดไว้ดังนี้ คุณสมบัติที่ต้องมี 1. สัญชาติไทยโดยการเกิด 2. อายุ 2.1 สมาชิกสภาท้องถิ่นอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง 2.2 ผู้บริหารท้องถิ่นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง 3. มีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัคร รับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง 4. คุณสมบัติอื่นตามที่กฎหมายจัดตั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นกำหนด ได้แก่ เรื่องวุฒิการศึกษาของผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่น ดังนี้ -ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายก เมืองพัทยาต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า - ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ต้องสำเร็จการศึกษา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภา อบจ. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา - ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีต้องสำเร็จการศึกษา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา - ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายยก อบต. ต้องสำเร็จการศึกษา ไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา ดังนี้ บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 1. ติดยาเสพติดให้โทษ 2. เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย ทุจริต 3. เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ 4. ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนี้ 4.1 เป็น ภิกษุสมเณร นักพรต หรือนักบวช 4.2 อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 4.3 เป็นผู้วิกลจริตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ 5.อยู่ระหว่างถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งชั่วคราว(ใบส้ม) หรือถูกเพิก ถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ ) 6. ถูกจำคุกหรือคุมขังโดยหมายของศาล 7. เคยถูกจำคุกและพ้นโทษมาแล้วยังไม่ถึง5 ปีนับถึงวันเลือกตั้งยกเว้น ความผิดประมาทหรือลหุโทษ 8. เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำ ทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ 9. เคยถูกศาลมีคำ พิพากษา หรือคำสั่งอันถึงที่สุดให้ยึดทรัพย์เป็นของแผ่น ดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเคยต้องคำ พิพากษาอันถึงที่สุดให้จำคุกตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 10. เคยต้องคำ พิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำผิด ดังนี้ 10.1ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในราชการ หรือตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรมหรือกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วย งานของรัฐ 10.2 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำ โดยทุจริตตามประมวล กฎหมาย 10.3 ความผิดตามกฎหมายว่าดด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกงประชาชน 10.4 กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิตนำ เข้า ส่งออกหรือผู้ค้า 10.5 กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือเจ้าสำนัก 10.6 กฎหมายว่าด้วยการค้ามนุษย์ 10.7 กฎหมายว่าด้วยการฟอกเงิน 11. เคยต้องคำ พิพากษาอันถึงที่สุดว่าทุจริตการเลือกตั้ง 12. เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ 13. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น 14. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ 15. เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 16. อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 17. เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำ รงตำแหน่งทางการเมือง มีคำ พิพากษาว่าร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริต ต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำ นาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 18. ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดตาม พรบ.การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยพ้นโทษยังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง 19. เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมาย มายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง 20. อยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 21. เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และจนมายังไม่ถึง 5 ปีนับแต่วันที่ พ้นจากการถูกเพิถอนสิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง 22. เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภา ท้องถิ่นหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกัน หรือองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นอื่น 23. เคยพ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเหตุ มีส่วนได้เสียทั้งทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำ หรือจะกระทำ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อื่นโดยมีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทน หรือเอื้อประโยชน์ส่วนตน ระหว่างกันและยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันพ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง 24. เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใดๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ หรือมติคณะ รัฐมนตรีอันเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงและยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันพ้นจาก ตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง 25. เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะทอดทิ้ง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และอำ นาจ หรือปฏิบัติไม่ชอบด้วย หน้าที่และอำ นาจ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพ ของประชาชน หรือจะนำ มาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ศรีตำแหน่ง หรือแก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแก่ราชการและยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง จนถึงวันเลือกตั้ง 26. ลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด 3. ถาม จำนวนสมาชิกที่มีในเขตเลือกตั้ง และการแบ่งเขตเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น? ตอบ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ให้ถือเขตเป็นเขตเลือกตั้ง (เกณฑ์จำนวนราษฎร 150,000 คน ต่อ สมาชิกสภา กทม. 1 คน เศษราษฎรถ้าเกิน 75,000 คน ให้มีสมาชิกสภา กทม.เพิ่มขึ้นอีก 1 คน) (ระเบียบฯ ข้อ 12) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้ถือเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง (จำนวนสมาชิก อบจ.ที่พึงมีให้ใช้เกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วย อบจ. กำหนด ดังนี้ 1) ราษฎรไม่เกิน 500,000 คน มีสมาชิก อบจ. ได้ 24 คน 2) ราษฎรเกิน 500,000 คน แต่ไม่เกิน 1,000,000 คน มีสมาชิก อบจ. ได้ 30 คน 3) ราษฎรเกิน 1,000,000 คน แต่ไม่เกิน 1,500,000 คน มีสมาชิก อบจ. ได้ 36 คน 4) ราษฎรเกิน 1,500,000 คน แต่ไม่เกิน 2,000,000 คน มีสมาชิก อบจ. ได้ 42 คน 5) ราษฎรเกิน 2,000,000 คน ขึ้นไป มีสมาชิก อบจ. ได้ 48 คน สมาชิกสภาเทศบาลตำบล ให้แบ่งเทศบาลเป็นสองเขตเลือกตั้ง มีจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลตำบล เขตเลือกตั้งละ 6 คน สมาชิกสภาเทศบาลเมือง ให้แบ่งเทศบาลเป็นสามเขตเลือกตั้ง มีจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลเมือง เขตเลือกตั้งละ 6 คน สมาชิกสภาเทศบาลนคร ให้แบ่งเทศบาลเป็นสี่เขตเลือกตั้ง มีจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลนคร เขตเลือกตั้งละ 6 คน สมาชิกสภาเมืองพัทยา ให้แบ่งเขตเมืองพัทยาเป็นสี่เขตเลือกตั้ง มีจำนวนสมาชิกสภาเมืองพัทยา เขตเลือกตั้งละ 6 คน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ให้ถือเขตหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑ์ พรบ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ดังนี้     1) กรณี อบต.ใด มี 1 เขตเลือกตั้ง ให้มีสมาชิกสภา อบต. 6 คน     2) กรณี อบต.ใด มี 2 เขตเลือกตั้ง ให้มีสมาชิกสภา อบต.เขตเลือกตั้ง ละ 3 คน     3) กรณี อบต.ใด มี 3 เขตเลือกตั้ง ให้มีสมาชิกสภา อบต.เขตเลือกตั้ง ละ 2 คน     4) กรณี อบต. ใด มี 4 เขตเลือกตั้ง ให้มีสมาชิกสภา อบต.เขตเลือกตั้ง ละ 1 คน เว้นแต่เขตเลือกตั้งใดมีจำนวนราษฎรมากที่สุด 2 เขตเลือกตั้งแรก ให้เขตเลือกตั้งนั้นมีสมาชิกสภา อบต.เพิ่มขึ้นอีกเขตเลือกตั้งละ 1 คน     5) กรณี อบต.ใด มี 5 เขตเลือกตั้ง ให้มีสมาชิกสภา อบต.เขตเลือกตั้ง ละ 1 คน เว้นแต่เขตเลือกตั้งใดมีจำนวนราษฎรมากที่สุดให้เขตเลือกตั้งนั้นมีสมาชิกสภา อบต.เพิ่มขึ้นอีก 1 คน กรณี หมู่บ้านใด มีจำนวนราษฎรไม่ถึง 25 คน ให้รวมหมู่บ้านนั้นกับหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกันเป็นเขตเลือกตั้งเดียวกัน

    ดูทั้งหมด

องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี

114 หมู่ 1 ตำบลคำนาดี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ 38000

  • Facebook ไอคอนสังคม
  • ไอคอน YouTube สังคม
  • ทวิตเตอร์ไอคอนสังคม
  • Instagram ไอคอนสังคม