dvbdb.jpg

YOUR BLOG

YOUR VOICE

YOUR IDEA

กระทู้ในฟอรัม

อรรถพล เมืองมิ่ง
24 ธ.ค. 2563
In แบ่งปันความรู้
หลายคนสอบถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลมาหลายประเด็น วันนี้ อบต.คำนาดี ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้อ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้น หากท่านมีประเด็นข้อสงสัยเพิ่มเติม ท่านสามารถสอบถามได้ที่ กกต. การปกครองส่วนท้องถิ่น คือ การที่รัฐบาลกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ตัดสินใจเลือกผู้แทนของตน เขาไปทำหน้าที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น มีอิสระในการบริหาร การจัดทำบริการสาธารณะ การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาการเงินและการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐและบทบัญญัติของกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความสำคัญต่อท้องถิ่นเป็นอย่างมาก มีขนาดเล็กและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบท ซึ่งจัดตั้งโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เพื่อดูแลและจัดทำบริการสาธารณะแก่ประชาชนในหมู่บ้านตำบล มีฐานะเป็นนิติบุคคล ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นได้มาอย่างไร? รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บัญญัติให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น โดยมีผู้บริหารท้องถิ่น (นายก อบต.) และสมาชิกสภาท้องถิ่น (ส.อบต.) เป็นผู้มีหน้าที่ในการดำเนินการ โดยทั้งนายก อบต. และ ส.อบต. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ดังนั้น การไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อเลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่แทนเราทั้งในด้านบริหารและด้านนิติบัญญัติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อนตัดสินใจเลือกจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์และนำมาซึ่งความเจริญและสามารถแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน สำหรับการได้มาซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น นั้น นายก อบต. และ ส.อบต. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยมีที่มา ดังนี้ · นายก อบต. ใช้เขตตำบลเป็นเขตเลือกตั้ง · ส.อบต. ใช้เขตหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง เว้นแต่หมู่บ้านใดมีราษฎรไม่ถึง 25 คน ให้รวมหมู่บ้านนั้นกับหมู่บ้านที่มี พื้นที่ติดต่อกัน และรวมกันแล้วมีราษฎรถึง 25 คน เป็นเขตเลือกตั้งเดียวกัน สภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) มีจำนวนเท่าใด? ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วย สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เขตเลือกตั้ง (หมู่บ้าน) ละ 1 คน หาก อบต. ใดมีเขตเลือกตั้ง (หมู่บ้าน) ไม่ถึง 6 เขตเลือกตั้ง (หมู่บ้าน)ให้สภา อบต. นั้น ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 6 คน โดย ถ้ามี 1 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต. 6 คน ถ้ามี 2 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต. ได้ เขตเลือกตั้งละ 3 คน ถ้ามี 3 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต. ได้ เขตเลือกตั้งละ 2 คน ถ้ามี 4 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต. ได้ เขตเลือกตั้งละ 1 คนก่อนแล้วเพิ่มให้เขตเลือกตั้งที่มีจำนวนราษฎรมากที่สุด 2 เขตเลือกตั้งแรกเขตเลือกตั้งละ 1 คน ถ้ามี 5 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต. ได้เขตเลือกตั้งละ 1 คน และเพิ่มให้เขตเลือกตั้งที่มีจำนวนราษฎรมากที่สุดอีก 1 คน นายก อบต. และ ส.อบต. มีวาระการดำรงตำแหน่งกี่ปี? นายกองค์การบริหารส่วนตำบล มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ ในกรณีดำรงตำแหน่งไม่ครบ 4 ปี ก็ให้ถือว่าเป็น 1 วาระและเมื่อได้ดำรงตำแหน่ง วาระติดต่อกันแล้วจะดำรงตำแหน่งได้อีกเมื่อพ้นระยะเวลา 4 ปีนับแต่วันพ้นตำแหน่ง ส่วนอายุของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล มีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทำหน้าที่อะไร? กำหนดนโยบายให้ไม่ขัดต่อกฎหมาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการ อบต. ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา อบต. ข้อบัญญัติ ข้อบังคับของทางราชการ และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมีปลัด อบต. เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้าง อบต. และรองนายก อบต. และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของ อบต. ให้เป็นไปตามนโยบายและมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติหรือตามที่นายก อบต. มอบหมาย คุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบต. และ ส.อบต. มีอะไรบ้าง? สัญชาติไทยโดยการเกิด อายุของผู้สมัครนายก อบต. และ ส.อบต. ดังนี้ ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง มีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติอื่นตามที่กฎหมายจัดตั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นกำหนด ได้แก่ เรื่องวุฒิการศึกษาของผู้สมัคร ดังนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ไม่ได้กำหนดว่าต้องจบการศึกษาหรือประสบการณ์การทำงานในระดับใด ลักษณะต้องห้ามของผู้รับสมัครเป็นนายก อบต. และ ส.อบต. มีอะไรบ้าง? บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มีดังนี้ ติดยาเสพติดให้โทษ เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย ทุจริต เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ เป็นภิกษุสมเณร นักพรต หรือนักบวช, อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง และเป็นผู้วิกลจริตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ อยู่ระหว่างถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งชั่วคราว(ใบส้ม) หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ ) ถูกจำคุกหรือคุมขังโดยหมายของศาล เคยถูกจำคุกและพ้นโทษมาแล้วยังไม่ถึง5 ปีนับถึงวันเลือกตั้งยกเว้นความผิดประมาทหรือลหุโทษ เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำ ทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ เคยถูกศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งอันถึงที่สุดให้ยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้จำคุกตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำผิด ได้แก่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในราชการ หรือตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำ โดยทุจริตตามประมวลกฎหมาย ความผิดตามกฎหมายว่าดด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิตนำเข้า ส่งออกหรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือ เจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการค้ามนุษย์ และ กฎหมายว่าด้วยการฟอกเงิน เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าทุจริตการเลือกตั้ง เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการ ส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่าร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดตาม พรบ.การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยพ้นโทษยังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมาย มายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง อยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และจนมายังไม่ถึง 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากการถูกเพิถอนสิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกัน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น เคยพ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเหตุมีส่วนได้เสียทั้งทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำ หรือจะกระทำให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นโดยมีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทน หรือเอื้อประโยชน์ส่วนตนระหว่างกันและยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันพ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ หรือมติคณะรัฐมนตรีอันเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงและยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันพ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะทอดทิ้ง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ หรือปฏิบัติไม่ชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ศรีตำแหน่ง หรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแก่ราชการและยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง ลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.อบต. และ นายก อบต. ต้องยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีหรือไม่ อย่างไร? ต้องยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี นับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้ง หากเป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ต้องทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษีพร้อมทั้งสาเหตุแห่งการไม่ได้เสียภาษีไว้ด้วย
รู้จัก คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง นายก อบต. และ ส.อบต. content media
0
0
110k
อรรถพล เมืองมิ่ง
10 มิ.ย. 2563
In แบ่งปันความรู้
อรรถพล เมืองมิ่ง. (2560). การจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่ผิดพลาด จากรัฐประหารปี 2549 สู่รัฐประหารปี 2557 : บทเรียนสู่สังคมไทยเพื่อการปฏิรูปกองทัพ. วารสารรัฐศาสตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2560) หน้า 83-115 ปัจจัยและเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่ส่งผลต่อการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพในการรัฐประหาร ปี 2557 ปัจจัยแวดล้อมภายในกองทัพ 1) ความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายของกองทัพ ด้วยกองทัพไทยเป็นองค์กรหนึ่งที่มีความเป็นเอกภาพสูง มีความเป็นอิสระแตกต่างจากองค์กรอื่น และดำรงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนานเปรียบเสมือนสถาบันที่ 4 ตามหลักของการแบ่งแยกอำนาจ ทำให้การดำเนินการใด ๆ ของกองทัพยอมเป็นอิสระและยากต่อการตรวจสอบ ที่ผ่านมากองทัพได้ดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยจนถูกตั้งคำถาม รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมจำนวนมาก โดยเฉพาะความไม่เป็นกลางทางการเมือง และการเข้าแทรกแซงทางการเมือง แต่นั่นก็มิได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพมากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องจากการกระทำดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประชาชนบางกลุ่ม รวมถึงผู้มีอำนาจในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ส่งผลกระทบกระเทือนกับกองทัพมากที่สุดกลับเป็นสิ่งที่เกิดจากข้อผิดพลาดจากกองทัพเอง โดยเฉพาะปัญหาความอื้อฉาว การทุจริตคอร์รัปชันภายในกองทัพ ซึ่งที่ผ่านมากองทัพมักใช้ข้ออ้างปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลพลเรือนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น เมื่อปรากฏภาพการทุจริตในกองทัพ จึงทำให้ภาพลักษณ์การต่อต้านทุจริตของกองทัพเป็นผลลบในสายตาประชาชน อย่างเช่น กรณีการจัดซื้อเครื่อง GT200 ของกองทัพ ซึ่งเดิมกองทัพอากาศ ได้นำมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2548 ในการตรวจการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่หน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ จะจัดซื้อเพิ่มในปี 2550-2552 ทำให้ระหว่างปี 2548-2553 หน่วยงานของรัฐไทย 15 หน่วยงาน ซื้อ GT200 หรือ Alpha 6 มาใช้รวมกันถึง 1,398 เครื่อง รวมเป็นเงินกว่า 1,134 ล้านบาท ในราคาตั้งแต่เครื่องละ 4.26 แสนบาท-1.38 ล้านบาท จนในช่วงปลายปี 2552 สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเครื่อง GT200 หลังเหตุระเบิดที่จังหวัดนราธิวาส และยะลา จึงทำให้เกิดการตรวจสอบขึ้นทั้งจากรัฐบาลนายอภิสิทธ์ และนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลปรากฏว่า รัฐบาลสั่งให้หน่วยงานของรัฐยกเลิกการจัดซื้อโดยทันที แต่ในทางกลับกันผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นกลับแถลงยืนยันความเชื่อมั่นว่าใช้ได้จริง (ไทยพับลิก้า, 29 มิถุนายน 2558) และปัญหาอื้อฉาวเรื่องที่สองของกองทัพ คือ กรณีการจัดซื้อเรือเหาะเรือเหาะตรวจการณ์ ในราคา 350 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตที่ทั้งเรื่องราคาที่จัดซื้อแพงเกินไป เมื่อเปรียบเทียบชนิดที่ใกล้เคียงกันที่มีราคาเพียง 30-35 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนั้น ยังถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวสินค้าว่าอาจเป็นสินค้ามือสอง เพราะสั่งซื้อและได้รับสินค้าอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือน รวมถึงการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในแง่ยุทธการและความคุ้มค่าที่จะนำมาใช้จริง ขณะเดียวกันกลับปรากฏข่าวที่เป็นเรื่องอื้อฉาวของกองทัพว่ากองทัพบกออกคำสั่งแบบเงียบ ๆ ให้จำหน่ายเรือเหาะลำดังกล่าวหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพเดิมได้ ทำให้เรือเหาะลำนี้ไม่ถูกใช้บินตรวจการณ์ได้แม้แต่ครั้งเดียว 2) ความรู้สึกจากการถูกดูหมิ่นหรือเหยียดหยามศักดิ์ศรี ตลอดช่วงระยะเวลาของการชุมนุมทางการเมืองในปี 2556-2557 จะปรากฏภาพของผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์และตอบโต้ผ่านสื่อในประเด็นทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการตอบโต้กับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปราศรัยพาดพิงหรือแสดงความเห็นในเชิงตำหนิทหารและกองทัพ ซึ่งหากมองแบบผิวเผินแล้วการตอบโต้ไปมาระหว่างผู้นำทหารและแกนนำผู้ชุมนุมที่เป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อเกิดการพาดพิงก็จำเป็นต้องมีการชี้แจง แต่หากพิจารณาประวัติศาสตร์ทางการเมืองแล้วก็จะพบว่า ก็แสดงออกถึงความไม่พอใจของผู้นำทหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสิ่งเร้าทำให้ทหารตัดสินใจเข้าแทรกแซงทางการเมือง เนื่องจากความต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีและเกียรติศักดิ์ของทหารหลังจากต้องตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายการเมือง ดังเช่น การออกมาเตือนของ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ก่อนวันรัฐประหารเพียง 1 สัปดาห์ ว่า “ขอเตือนผู้กล่าวให้ร้ายกองทัพ ให้ระมัดระวังคำพูด ซึ่งถือว่าเป็นการหมิ่นเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของกองทัพ ทหารทุกคนไม่สามารถยอมรับได้” เป็นต้น ปัจจัยแวดล้อมภายนอกกองทัพ 1) รัฐบาลพลเรือนขาดเสถียรภาพไม่สามารถบริหารประเทศได้จากวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง หลังการรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา ได้เกิดกลุ่มทางการเมืองที่มีแนวคิดและอุดมการณ์ที่แตกต่างอย่างมากมายจนก่อร่างเป็นความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในสังคมไทยจนมาถึงปัจจุบัน โดยในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องเผชิญกับข้อครหาว่าเป็นนอมินีหรือเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท. ทักษิณ หรือระบอบทักษิณ ซึ่งเคยถูกต่อต้านจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วงก่อนการรัฐประหารปี 2549 การชุมนุมประท้วงรัฐบาลนายสมัคร และนายสมชาย ก่อนที่จะสลายตัวแยกออกมาเป็นกลุ่มใหม่ หลังรัฐบาลบริหารประเทศได้นาน รัฐบาลต้องเผชิญวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องจากการชุมนุมต่อต้านและคัดค้านรัฐบาล เช่น การชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มสยามสามัคคี เป็นต้น แต่ก็ไม่ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน กระทั่งในปลายปี 2556 มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองฯ หรือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม จนส่งผลให้เกิดการคัดค้านจากนักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนจำนวนมาก ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นำโดยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำหลัก เพื่อขับไล่รัฐบาลจนเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องประกาศยุบสภา นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาของการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ได้มีการชุมนุมคู่ขนานของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสนาม ราชมังคลากีฬาสถานซึ่งถือว่าไม่ห่างจากพื้นที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. มากนัก จนส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันอย่างรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก หลังจากการประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 สถานการณ์ทางการเมืองกลับไม่มีทีท่าว่าจะยุติแต่ได้เข้าสู่ขั้นรุนแรงมากขึ้น มีการปิดคูหาเลือกตั้งทั้งในวันเลือกตั้งล่วงหน้าและวันเลือกตั้งทั่วไป จนในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้การเลือกตั้งดังกล่าวตกเป็นโมฆะ นอกจากนี้ยังมีเดินขบวนปิดสถานที่ราชการ องค์กรสื่อ และมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง มีการทำร้ายร่างกายผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือที่รุนแรงกว่านั้นคือการใช้อาวุธสงครามของผู้ชุมนุม จากเหตุความขัดแย้งอย่างรุนแรงตั้งแต่ปลายปี 2556-2557 นี้ ได้ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยมิน้อย นอกจากนี้ การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายต่าง ๆ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากประชาชนก็กลายเป็นการขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลในทันที ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งส่งผลเสียต่อรัฐบาลพลเรือนในการปกครองระบอบประชาธิปไตยและยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับกองทัพในการเป็นผู้รักษาความสงบในประเทศ ท้ายที่สุด กองทัพก็อาศัยสถานการณ์ดังกล่าวนี้สร้างภาพลักษณ์ถึงความเป็นกลางทางการเมืองและเสนอตัวเข้ามาสร้างความปรองดอง จนต้องจบลงด้วยการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 2) ปัญหาความไม่โปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลพลเรือนที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ตลอดระยะเวลาการบริหารงานภายใต้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างมากเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่ผิดพลาดและอาจส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชันหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น ข้อกล่าวหาในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งส่งผลให้รัฐต้องขาดทุนและสูญเสียเงินอย่างมหาศาล อีกทั้งยังเป็นการเอื้อผลประโยชน์แก้พวกพ้อง นอกจากนี้ชาวนาบางส่วนยังได้รับความเดือดร้อนจากการขายข้าวให้รัฐบาลแต่ไม่ได้รับเงินมาเป็นเวลานาน การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดจนเป็นเหตุให้เกิดอุทกภัยในปี 2554 การจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองโดยไม่มีอำนาจจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตอบแทนกลุ่มคนเสื้อแดง การออกหนังสือเดินทางให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และถูกออกหมายจับในคดีก่อการร้าย และคดีอื่น ๆ ซึ่งขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง การโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ้นตำแหน่ง จนเป็นเหตุทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นต้น 3) ความเป็นเผด็จการโดยรัฐสภา คำว่า “เผด็จการรัฐสภา” ส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงรัฐบาลพลเรือนมากที่สุดและยังเป็นหนึ่งในคำสำคัญที่ถูกใช้ในทางการเมืองกรณีรัฐบาลใช้อำนาจทั้งทางฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านทั้งจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือประชาชน ในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ แม้จะเป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง แต่ต้องตกอยู่ในข้อกล่าวว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาเช่นเดียวกับรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งข้อกล่าวหาเช่นนี้เกิดจากการที่รัฐบาลใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยง่าย อีกทั้งรัฐบาลยังตั้งข้อครหาว่าออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ในทางการเมือง โดยที่พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถเอาชนะคะแนนเสียงในสภาได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภาก็ตาม เช่น ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การผลักดันร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ จนทำให้เกิดความวุ่นวายในที่ประชุมรัฐสภา ความพยายามในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้รับร่างในวาระที่ 2 และ วาระ 3 ด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านลุกขึ้นทักท้วง โดยเห็นว่าเป็นการเร่งรัดลงมติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวยังถูกกล่าวหาว่าเป็น พ.ร.บ. ลักหลับ เนื่องจากมีการพิจารณาวาระ 2 และวาระ 3 อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องยาวนานถึง 19 ชั่วโมง รวมถึงเป็นการพิจารณาในกลางดึก จนทำให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ถูกโจมตีด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา ท้ายที่สุด การออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ก็เป็นจุดพลิกผันทางการเมืองสำคัญจนทำให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ต้องประกาศยุบสภา และมีการรัฐประหารในเวลาต่อมา 4) สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับผลกระทบเทือน สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นสถาบันที่มีความสำคัญและอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และยังเป็นสถาบันที่ได้รับการเคารพ ยกย่องและเทิดทูลจากประชาชนคนไทยมาหลายชั่วอายุคน โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีฟื้นฟูสถานะและอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีฐานะดั่งเสาหลักที่ค้ำจุนความเป็นชาติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมให้กลับมาสูงเด่นจนสามารถกลายเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่สำคัญของการเมืองไทยในปัจจุบัน ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเปรียบดั่งสถาบันที่สูงกว่าสถาบันอื่น ๆ จึงไม่สามารถถูกละเมิดได้ดังเช่นที่รัฐธรรมนูญหลายฉบับได้บัญญัติไว้ และเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับผลกระทบกระเทือน ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ การกล่าวหาใส่ร้าย การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือแม้กระทั่งเพียงการตั้งคำถาม ก็มักจะเป็นเหตุจูงใจหรือสร้างความชอบธรรมให้ทหารซึ่งมีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูงสามารถดำรงบทบาทในทางการเมืองด้วยเหตุผลการพิทักษ์รักษาและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ ดังจะเห็นจากในอดีตที่การรัฐประหารแต่ตั้งปี 2490 เป็นต้นมามักอ้างอิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเหตุผลในการยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน นับตั้งแต่การมีรัฐบาลพลเรือนหลังการรัฐประหารในปี 2549 ได้เกิดกลุ่มทางการเมืองหลายกลุ่ม ซึ่งนอกจากการต่อสู้ในทางการเมืองเพื่อหวังผลในการเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มที่มีการต่อสู้ในอุดมการณ์ทางความคิดทั้งแนวคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยตามแบบตะวันตกและกลุ่มที่มีลักษณะของความเป็นอนุรักษ์นิยม ซึ่งในบางครั้งมีการพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกทำให้เป็นสาธารณะมากขึ้น มีการตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงการเสนอแนะให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านเวทีทางวิชาการ การตีพิมพ์บทความ และสื่อโทรทัศน์จนสร้างความตื่นตัวในสังคมไทยอย่างมาก ซึ่งมีทั้งการกระแสของการสนับสนุนและกลุ่มที่ไม่พอใจในการกระทำดังกล่าวโดยเฉพาะกองทัพ เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์สื่อของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กลุ่มนิติราษฎร์ยุติการเคลื่อนไหวในการแก้ไขมาตรา 112 การแสดงความไม่พอใจกรณีรายการตอบโจทย์ประเทศไทย ตอนสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทางสถานีโทรทัศน์ทยพีบีเอส ที่มีผู้ร่วมรายการมีการกล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือการทิ้งท้ายของประกาศยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 ว่า “...จะยึดมั่นในความจงรักภักดี และจะปกป้อง เทิดทูล ดำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยและทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง” (ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557, 2557) เป็นต้น นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องเผชิญข้อกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีอยู่บ่อยครั้ง มิหนำซ้ำยังเพิกเฉยต่อการจัดการกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ 5) การเปิดโอกาสหรือนำทหารเข้ามาในพื้นที่ทางการเมือง ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองหรือการชุมนุมประท้วงของประชาชนในแต่ละครั้ง รัฐบาลมักจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รักษาความสงบของการชุมนุม แต่บ่อยครั้งรัฐบาลหลายรัฐบาลกลับพยายามนำทหารเข้ามาในพื้นที่ทางการเมืองให้กลายเป็นผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา ปรากฏภาพชัดเจนในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2552 และ 2553 หรือแม้กระทั่งในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ในการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ได้ให้อำนาจทหารในการรักษาความสงบรอบพื้นที่การชุมนุม นอกจากนี้ สื่อสารมวลชนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทหารมีบทบาทในทางการเมืองเห็นได้จากการให้ความสำคัญกับผู้นำเหล่าทัพในการสัมภาษณ์หรือขอความเห็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น ดังนั้น การเปิดโอกาสหรือนำทหารเข้ามาในพื้นที่การเมืองเช่นนี้ย่อมส่งผลให้ความเป็นทหารอาชีพลดลงและกลายเป็นทหารการเมืองมากขึ้น อันจะส่ง ผลเสียต่อความมั่นคงของการบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคต 6) การได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางการเมืองในการคัดค้านนโยบายของรัฐบาลหรือการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในแต่ละครั้งหากถึงขั้นจุดแตกหักมักจะมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนหรือกลุ่มทางการเมืองบางกลุ่มในการพยายามดึงสถาบันทหารหรือกองทัพเข้ามาเคลื่อนไหวร่วมกับผู้ชุมนุม เนื่องจากที่ผ่านมากองทัพถือว่าเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็ง มีความเป็นอิสระกว่าองค์กรอื่น ๆ ในสังคม นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรบุคคล อาวุธยุทโธปกรณ์ที่สามารถเป็นกำลังสนับสนุนในการโค่นล้มรัฐบาลได้โดยง่าย ดังจะเห็นได้จากหลังการรัฐประหารในปี 2549 ที่ประชาชนบางส่วนออกมาแสดงความยินดีและดีใจที่กองทัพทำรัฐประหาร พร้อมถ่ายรูปคู่กับทหารและรถถัง หรือแม้กระทั่งในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากนายทหารในราชการ (ศิวัช ศรีโภคางกุล, 2559) และยังเรียกร้องให้กองทัพเข้าแทรกแซงการเมืองหรือยึดอำนาจรัฐบาล การพยายามใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเปิดทางให้คนนอกสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นอกจากนี้ ยังปรากฏความร่วมมือของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลกับผู้นำกองทัพในการเตรียมการยึดอำนาจด้วย โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. ได้เปิดเผยหลังการรัฐประหารในปี 2557 ว่า “ก่อนกฎอัยการศึกจะประกาศใช้ พล.อ.ประยุทธ์บอกผมว่า คุณสุเทพและมวลชนผู้สนับสนุน กปปส. เหนื่อยมามากพอแล้ว ตอนนี้เป็นหน้าที่ของกองทัพที่จะรับช่วงทำหน้าที่ต่อ” นอกจากนี้ ยังกล่าวต่อว่า “ทาง กปปส.ได้หารือกับ พล.อ. ประยุทธ ตั้งแต่ปี 2553 แล้วว่า ถอดรื้อระบอบทักษิณ ปฏิรูปประเทศ ต่อต้านการคอร์รัปชันและสลายขั้วความขัดแย้งระหว่างสีได้อย่างไร” ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมการที่จะโค่นล้มรัฐบาลมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่สมัยที่นางสาวยิ่งลักษณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดังนั้น หลังการรัฐประหาร ผู้ชุมนุมจำนวนไม่น้อยได้แสดงออกถึงความยินดีไม่ต่างจากการรัฐประหารในปี 2549 7) การขยายของชนชั้นกลางใหม่ ตลอดระยะเวลากว่า 1 ทศวรรษก่อนการรัฐประหารในปี 2557 พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมาก โดยเฉพาะความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้เกิดกลุ่มทุนใหม่ขึ้นในสังคมและขยายอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่างจังหวัดจนเกิดการเลื่อนฐานะหรือเคลื่อนย้ายอำนาจของชนชั้นกลางใหม่ เข้ามาแทนที่ชนชั้นกลางเดิม จนกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นเกิดขึ้น ซึ่งความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นมาจากความเห็นต่อการวาดฝันอนาคตทางการเมืองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างชนชั้นกลางเก่าและชนชั้นกลางใหม่ที่ฝ่ายหนึ่งอยากจะเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยคำนึงถึงเสียงประชาชนเป็นหลักและไร้กระบวนการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ รวมถึงการสร้างสังคมให้มีความเสมอภาคกัน ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการเห็นอนาคตของประเทศที่ปราศจากการ คอร์รัปชัน รัฐบาลจะต้องเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ ส่วนการสร้างสังคมให้มีความเสมอภาคจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือจำเป็นโดยเฉพาะในทางการเมือง นอกจากนี้ ชนชั้นกลางเก่าพยายามที่จะต่อสู้กับชนชั้นกลางใหม่ (ชนชั้นกลางระดับล่าง) ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวคิดเสรีนิยมที่กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้น แม้พวกเขาจะเคยอยู่ฝั่งประชาธิปไตยมาก่อน แต่ก็ค่อยๆ แยกตัวออกไปและไปพึ่งพิงและสนับสนุนทหารแทน บทสรุปและอภิปรายผล นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา พบว่า ทหารได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลทางการเมืองมาโดยตลอด จากการวางรากฐานผ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ที่เอื้อประโยชน์แก่กองทัพ แม้จะมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สามารถชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่ากึ่งหนึ่ง แต่การกระบวนการขับเคลื่อนประชาธิปไตยและการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารตามระบอบประชาธิปไตยก็ไม่เป็นอย่างราบรื่นนัก ด้วยข้อติดขัดทางด้านกฎหมายและความเกรงใจต่อกองทัพ มิหนำซ้ำรัฐบาลพลเรือนมีลักษณะของความพยายามในการประนีประนอมกับกองทัพ โดยหลีกเลี่ยงหรือเพิกเฉยต่อปฏิรูปกองทัพหรือการแตะต้องผลประโยชน์ของกองทัพ ก็ทำให้กองทัพดำรงอยู่ในการเมืองต่อไป นอกจากนี้ การที่รัฐบาลพลเรือนเปิดโอกาสและนำทหารเข้ามาสู่ในพื้นที่การเมืองยังส่งผลให้ทหารกลายเป็นทหารการเมืองมากกว่าทหารอาชีพ หากพิจารณาถึงปัจจัยและเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารแล้ว ก็จะพบว่า ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกกองทัพทั้งสิ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ มีท่าทีประนีประนอมกับกองทัพ การไม่เข้าไปก้าวก่ายผลประโยชน์ของกองทัพโดยตรงทำให้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงจึงไปอยู่ที่สถานะของรัฐบาลพลเรือนและปัจจัยด้านอื่น ๆ เช่น ความชอบธรรมของรัฐบาล การมีเสถียรภาพ สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับผลกระทบกระเทือน รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการแทรกแซงทางการเมืองก็เป็นสิ่งเร้าและเป็นสิ่งรองรับกับผลการกระทำที่เกิดขึ้นและไม่เป็นผลเสียต่อกองทัพ ทำให้กองทัพตัดสินใจเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนในปี 2557 ซึ่งสอดคล้องกับ Forster ที่มองว่า เมื่อใดที่รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถในการบริหารประเทศได้อย่างปกติหรือมีความละเลยหรือเพิกเฉยในการที่จะควบคุมทหารแล้วก็เท่ากับว่ารัฐบาลยอมรับกับการสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้ระบอบอำนาจนิยมก่อตัวขึ้นหรือหวนกลับคืนมาอีกครั้ง ดังนั้น การที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารมีเสถียรภาพอยู่อย่างมั่นคง หนึ่งในหลักการสำคัญคือฝ่ายพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือฝ่ายทหาร และทหารต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน หากเมื่อใดที่ทหารมีอำนาจมากกว่าพลเรือนแล้วย่อมจะส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหาร ทั้งยังกระทบต่อการเสริมสร้างเสถียรภาพในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งไปกว่านั้น หากฝ่ายพลเรือนละเลยหรือเพิกเฉยต่อการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหาร รวมถึงการให้อำนาจแก่ทหารหรือสถาบันทหารมากเกินไป โอกาสที่ทหารและกองทัพจะเข้าแทรกแซงทางการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจ กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อกองทัพ หรือการข่มขู่ คุกคามฝ่ายพลเรือนย่อมมีสูง ซึ่งทหารจะกลายเป็นอุปสรรคในการขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยไปในทันที อันตรายไปยิ่งกว่านั้น หากพลเรือนให้อำนาจทหารอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ย่อมจะนำมาซึ่งการใช้กำลังที่รุนแรง การยึดอำนาจ หรือรัฐประหารรัฐบาลพลเรือน และการสถาปนาอำนาจระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร จนกลายเป็นวัฏจักรที่วนเวียนอย่างไม่สิ้นสุด ข้อเสนอแนะเพื่อการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในระบอบประชาธิปไตย จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารหลังการรัฐประหารปี 2549 ในข้างต้น แม้จะพบว่าในปี 2557 ทหารจะควบคุมอำนาจทางการเมืองเหนือพลเรือนเอาไว้ แต่ผู้เขียนจะขอเสนอแนะแนวทางเพื่อให้รัฐบาลพลเรือนในอนาคตได้มีการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารให้เกิดดุลยภาพในระบอบประชาธิปไตยและป้องกันการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเข้าแทรกแซงทางการเมืองในอนาคตซึ่งข้อเสนอแนะบางส่วนนี้ได้หยิบยกมาจาก ศิวัช ศรีโภคางกุล (2559) ดังนี้ 1) การปฏิรูปสถาบันทหารหรือกองทัพ ถือเป็นคุณูปการสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหาร การป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการสร้างความปรองดองได้อย่างราบรื่น เนื่องจากกองทัพไทยดำรงอยู่ในอำนาจทางการเมืองอย่างยาวนานจนกลายเป็นเรื่องปกติ และทำให้ทหารกลายเป็นทหารการเมืองมากกว่าทหารอาชีพ ดังนั้น หากละเลยที่จะการปฏิรูปกองทัพแล้ว โอกาสที่กองทัพจะเข้าแทรกแซงทางการเมืองในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเมื่อทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทางการเมืองแล้ว โอกาสที่จะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็มีสูงเช่นเดียวกัน สำหรับประเด็นที่ผู้วิจัยจะเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพ ได้แก่ การสร้างความเป็นวิชาชีพของทหาร การสร้างนิยามใหม่ให้แก่บทบาทของกองทัพและปรับโครงสร้างกองทัพให้เป็นสถาบันที่มีบทบาททางการเมืองน้อยลง และอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือน การปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ การสร้างวินัยให้แก่ทหารทุกระดับและกำหนดความรับผิดรับชอบที่ทหารมีต่อปฏิบัติการของตน การส่งเสริมการฝึกอบรมให้ทหารมีความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองน้อยลง และทำให้ทหารหันมาสนใจไปที่ความเป็นอาชีพและกิจกรรมทางทหารมากขึ้น รวมไปถึงการปรับลดงบประมาณของกองทัพและการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารในช่วงที่ไม่มีภาวะสงคราม และการปรับลดกำลังพลและขนาดกองทัพให้เล็กลง อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปนี้จะต้องเปิดโอกาสให้กองทัพซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การปฏิรูปกองทัพด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลพลเรือนจะต้องนำทหารออกจากพื้นที่ทางการเมือง โดยไม่ใช้ทหารเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลหากเกิดวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น แต่ควรใช้กำลังตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหลักแทน หากทำได้เช่นนี้จะไม่เพียงแต่เป็นคุณูปการต่อการทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพและความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างความปรองดองได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย 2) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบกองทัพ ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในหน่วยงานความมั่นคงของกองทัพ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใส่และความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของกองทัพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ รวมถึงการสร้างความรับรู้ข้อมูลของกองทัพ เป็นต้น 3) การรักษาความชอบธรรมของรัฐบาลพลเรือน โดยรัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส จะต้องไม่กระทำการใดๆ ที่ส่อไปในทางทุจริตและเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้อง รวมถึงการใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่ต้องยึดหลักคุณธรรม นิติรัฐและนิติธรรมในการบริหารประเทศ และต้องฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ
การจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่ผิดพลาด จากรัฐประหารปี 49 สู่รัฐประหารปี 57: บทเรียนสู่สังคมไทยเพื่อการปฏิรูปกองทัพ (ตอนที่ 3) content media
1
0
345
อรรถพล เมืองมิ่ง
10 มิ.ย. 2563
In แบ่งปันความรู้
อรรถพล เมืองมิ่ง. (2560). การจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่ผิดพลาด จากรัฐประหารปี 2549 สู่รัฐประหารปี 2557 : บทเรียนสู่สังคมไทยเพื่อการปฏิรูปกองทัพ. วารสารรัฐศาสตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2560) หน้า 83-115 บทบาทของทหารในทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารหลังการรัฐประหารปี 2549 แม้ก่อนหน้านี้สังคมไทยจะเชื่อว่ากองทัพได้ตายไปจากการเมืองไทยแล้วด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ การมีรัฐธรรมนูญฉบับที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง การที่พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมถึงกระแสการพัฒนาประชาธิปไตยทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็ได้ตอกย้ำกับสังคมไทยว่ากองทัพมิได้ถอยออกจากการเมืองแต่อย่างใด และพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงทางการเมืองทุกเมื่อหากมีสิ่งเร้าหรือผลกระทบต่อกองทัพ หลังการรัฐประหารปี 2549 กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองในฐานะผู้ปกครองประเทศก่อนที่จะยินยอมให้มีการเลือกตั้งในปลายปี 2550 แต่กระนั้นการหวนคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยก็มิได้เป็นไปอย่างราบรื่นนัก โดยกองทัพได้วางรากฐานทางการเมืองพร้อมทิ้งมรดกที่สำคัญไว้ให้กับรัฐบาลพลเรือนที่จะเข้าทำหน้าที่ต่อจากรัฐบาลทหาร หนึ่งในนั้นคือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่แม้สาระสำคัญจะไม่ได้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มากนัก แต่เนื้อหาบางประการก็เปิดโอกาสให้ทหารหรือตัวแทนกองทัพเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองผ่านการเป็นสมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหาที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง นอกจากนี้ การออกกฎหมายลูกอื่น ๆ ยังได้เพิ่มบทบาทของทหารในทางการเมือง รวมถึงการป้องกันผลประโยชน์ของกองทัพ โดยเฉพาะการออกพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ที่เพิ่มอำนาจให้ทหารสามารถแต่งตั้งและโยกย้ายนายทหารระดับนายพลได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือการป้องกันฝ่ายพลเรือนเข้าควบคุมกองทัพ แม้จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายได้ แต่กระบวนการดังกล่าวก็อยู่ในรูปของคณะกรรมการซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายทหารของกองทัพ อีกฉบับคือ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ที่ได้เพิ่มอำนาจและบทบาททหารในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และสุดท้ายคือ พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลปกป้องประโยชน์ของกองทัพ โดยที่กองทัพเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ระบบ VHF ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 สถานี จาก 5 สถานี และเป็นเจ้าของสถานีวิทยุที่มีเครือข่ายกระจายเสียงทั่วประเทศ แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี 2550 และจัดให้มีการเลือกตั้งในเวลาต่อมาจนมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับพบว่าตลอดระยะเวลาหลังจากนี้ ทหารยังสามารถเข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลต่อรัฐบาลพลเรือนอยู่มิน้อย ทั้งลักษณะของการเป็นปฏิปักษ์และการสนับสนุนรัฐบาลพลเรือนที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ รัฐบาลพลเรือนเองยังเป็นตัวแปรสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้กองทัพเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง พร้อมการสนับสนุน และเป็นที่พึ่งพิง จนสูญเสียดุลยภาพของความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งในปลายปี 2550 แม้ผลปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนที่สืบทอดเจตนารมณ์มาจากพรรคไทยรักไทยและโดยพฤตินัยแล้วยังถือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับกองทัพจะชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลอันเชื่อว่าจะสามารถปฏิรูปกองทัพได้ แต่ตลอดระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาลกลับไม่มีเสถียรภาพมานักด้วยปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง ทำให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ มีอายุการบริหารงานรวมไม่ถึง 1 ปี และสถานการณ์ทางการเมืองต้องเปลี่ยนไปเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฉิมาธิปไตย ทำให้เกิดการย้ายขั้วพรรคการเมือง และเกิดพรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคภูมิใจไทยที่อดีตเคยเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนมาก่อนมาร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้คะแนนเสียงเป็นลำดับ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร จนทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ 27 ดังนั้น ในช่วงตลอดปี 2551 จึงไม่ปรากฏภาพการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่ชัดเจน แต่หากพิจารณาถึงบทบาทของทหารในทางการเมืองในช่วงรัฐบาลพรรคพลังประชาชนจะพบว่า กองทัพได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการปฏิเสธการให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เช่น การที่กองทัพปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในการจัดการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การให้สัมภาษณ์สดของผู้นำเหล่าทัพในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ที่แสดงออกถึงการกดดันนายสมชาย ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ได้ปรากฏภาพของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับกองทัพเป็นอย่างดี พร้อมกันนี้รัฐบาลยังมีสถานะที่ต้องพึ่งพิงจากกองทัพเพื่อความมีเสถียรภาพทางการเมือง โดยการนำกองทัพเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองด้วยเหตุผลของความมั่นคงของชาติ รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น การที่กองทัพให้การสนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในการอำนวยความสะดวกให้ใช้หน่วยงานของกองทัพเป็นที่ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือแม้กระทั่งการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในปี 2552 และปี 2553 จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ให้การสนับสนุนและยินยอมตามข้อเสนอของกองทัพทั้งด้านงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ และการปฏิรูปกองทัพอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง จนมีลักษณะของการตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งจากการแสดงบทบาทของกองทัพในการเมืองและการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นี้ก็ได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยจนทำให้กองทัพถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมือง จนกระทั่งการเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้นำกองทัพกรณีการสลายการชุมนุมในปี 2553 หลังการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรของนายอภิสิทธิ์จึงเกิดการเลือกตั้งขึ้นในเดือนกรกฎาคมปี 2554 จนทำให้พรรคเพื่อไทยโดยการนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายจนกลายเป็นความพ่ายแพ้ของกลุ่มการเมืองที่มีชนชั้นกลางและชนชั้นนำ โดยเฉพาะกองทัพที่คอยให้การสนับสนุน และยังเป็นความสำเร็จของกลุ่มอำนาจของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่สามารถเข้าสู่อำนาจทางการเมืองได้อีกครั้งหลังการรัฐประหารปี 2549 และการยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีความเชื่อว่าจะสามารถสร้างดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยได้ โดยเฉพาะการปฏิรูปกองทัพโดยการสร้างความเป็นทหารอาชีพและการนำทหารออกจากพื้นที่การเมือง แต่ทว่าตลอดช่วงระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์กลับมิได้ราบรื่นหรือแตกต่างจากรัฐบาลนายสมัครหรือนายสมชาย ทั้งข้อจำกัดทางด้านการเมือง กฎหมาย รวมถึงด้านอื่น ๆ จนกลายเป็นอุปสรรคในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์กลับมีทีท่าประนีประนอมกับชนชั้นนำและกองทัพเพื่อให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยความราบรื่นและปราศจากการแทรกแซงจากกองทัพด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากความละเลยในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารให้เหมาะสม โดยเฉพาะการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจังได้ส่งผลให้กองทัพอาศัยสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองทำรัฐประหารในปี 2557 จนทำให้กองทัพอยู่ในสถานะผู้ปกครองประเทศและยังทำให้กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักลง ดังนั้น เนื้อหาต่อ จากนี้จึงเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ รวมถึงปัจจัยและเงื่อนไขที่นำมาสู่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารจนกลายเป็นความผิดพลาดและนำมาสู่การแทรกแซงทางการเมืองของทหารในปี 2557 มิติความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ 1. ด้านการเมือง การปกครอง และกฎหมาย 1) การประสานประโยชน์และการประนีประนอมกับกองทัพ นับตั้งแต่การเข้าสู่สนามการเมืองของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 จากพรรคเพื่อไทย และผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 โดยนางสาวยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยได้ ชูนโยบายทางการเมืองที่สำคัญและถือเป็นนโยบายเร่งด่วนอย่างหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการปรองดองในสังคมไทย หลังจากที่ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงโดยเฉพาะหลังการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา ซึ่งทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก การกล่าวสุนทรพจน์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า “ไม่คิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข” จะได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ถึงความพยายามในการประนีประนอมระหว่างคู่ขัดแย้งทางการเมือง ท่ามกลางการเรียกร้องจากกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อกดดันให้มีเร่งสืบค้นหาความจริงกรณีการสลายการชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงได้รับผลกระทบโดยตรงและกองทัพก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แม้ภายหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ จะมีความพยายามในการสร้างความปรองดองผ่านการตั้งคณะกรรมการเพื่อสนับสนุนการค้นหาความจริงในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในปี 2553 แต่กลับพบว่า รัฐบาลเลือกที่จะนำข้อเสนอบางประการของสถาบันพระปกเกล้ามาใช้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การออก พ.ร.บ. ปรองดอง และ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม โดยเฉพาะความพยายามในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมของนายวรชัย เหมะ จากเดิมที่เสนอให้เน้นนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนทุกสีเสื้อนับจากวันที่ 19 กันยายน 2549 ถึง 10 พฤษภาคม 2554 แต่ภายหลังกลับมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาให้นิรโทษกรรมทุกฝ่าย ซึ่งรวมทหารผู้สั่งการและปราบปรามประชาชนด้วย จึงแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเลือกที่จะลืมเหตุการณ์ความรุนแรงและเลือกที่จะไม่จัดการหรือเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนแต่อย่างใด นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้แสดงออกถึงความพยายามที่จะสร้างสานสัมพันธ์หรือการประนีประนอมกับทหารและกองทัพ รวมถึงชนชั้นนำแบบมีนัยสำคัญอยู่หลายครั้ง เช่น การปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ถือเป็นนัยสำคัญทางการเมืองที่แสดงถึงความพยายามในการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลและกองทัพ โดยเฉพาะการเข้ามานั่งตำแหน่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของนางสาวยิ่งลักษณ์ แทน พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่แข็งกร้าวและยังคานอำนาจเหล่าทัพŽ ในก่อนหน้านี้ และยังแต่งตั้ง พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมŽ ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่สุขุม นุ่มนวล ซึ่งแตกต่างจาก พล.อ.อ. สุกำพล อีกทั้งการเข้าพบ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ของนางสาว ยิ่งลักษณ์ การเลือก พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ รวมถึงการหลีกเลี่ยงที่จะปฏิรูปสถาบันทหารอย่างจริงจัง แต่กลับเพิ่มงบประมาณของกองทัพสูงขึ้นในทุก ๆ ปี เป็นต้น 2) การปฏิรูปกองทัพ แนวคิดการปฏิรูปกองทัพในประเทศไทยที่ถือว่ามีความก้าวหน้าและชัดเจนนั้นเริ่มต้นขึ้นหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 จากกระแสเรียกร้องของประชาชนให้มีการปฏิรูปกองทัพเพื่อให้สอดรับกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ที่มีการปฏิรูปกองทัพอย่างเป็นรูปธรรมคือ การปรับโครงสร้างกระทรวงกลาโหม การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการปรับลดกำลังพล ขณะเดียวกันในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีความพยายามในการปฏิรูปกองทัพเช่นกัน แต่ก็มีเหตุปัจจัยหรือตัวแปรแทรกซ้อนทั้งภายในและภายนอก ส่งผลให้การปฏิรูปกองทัพตามแผนแม่บทการปฏิรูปกระทรวงกลาโหมและการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพซึ่งริเริ่มในรัฐบาลนายชวน และมีการดำเนินการจัดทำมาอย่างต่อเนื่องต้องเปลี่ยนทิศทางไป อีกทั้งยังมีการแสดงความไม่พอใจและการต่อต้านจากฝ่ายทหารด้วยเช่นกัน จึงทำให้การปฏิรูปกองทัพในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นอันต้องหยุดชะงักลง ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมิได้ส่งเสริมและดำเนินการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลอื่น ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังได้จัดตั้งและเพิ่มกำลังพล รวมถึงการขยายหน่วยงานของกองทัพด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ แม้จะมีท่าทีในการประนีประนอมกับกองทัพและชนชั้นนำอยู่บ้าง แต่ก็มีแนวคิดในการปฏิรูปกองทัพ โดยเฉพาะความพยายามที่จะผลักดันให้มีกฎหมายในการต่อต้านการปฏิวัติและรัฐประหาร ซึ่งถือเป็นความพยายามในการต่อสู้เชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ซึ่งนับตั้งแต่เหตุการณ์การรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้พรรคเพื่อไทยเห็นชัดแล้วว่า กองทัพได้กลับเข้าสู่วงจรทางการเมืองอีกครั้ง ทั้งยังมีอำนาจเปรียบเสมือนรัฐซ้อนรัฐที่อาจนำมาสู่การรัฐประหารขึ้นได้ในอนาคต นอกจากนี้ กองทัพยังกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลพลเรือนโดยเฉพาะขั้วอำนาจทางการเมืองในเครือข่ายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ไปแล้ว และเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งจนหวนกลับเข้ามามีอำนาจในฐานะรัฐบาลอีกครั้ง ความพยายามในการปฏิรูปกองทัพจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์จะต้องทำ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลจะเข้าจัดการกับกองทัพอย่างเด็ดขาดอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ขัดขวางนานัปการ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง กลาโหมที่มี พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 รองรับเอาไว้ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญที่คุ้มกันกองทัพจากฝ่ายการเมือง และหากรัฐบาลทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อกองทัพมากเกินไปก็อาจเป็นความสุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเลือกที่จะดำเนินการในครั้งนี้คือการผลักดันให้มีกฎหมายในการต่อต้านการปฏิวัติและรัฐประหาร ซึ่งร่างกฎหมายนี้ถูกเสนอโดยนายประสพ บุษราคัม เลขานุการประธานรัฐสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง การปฏิวัติ และการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ ด้วยการให้อำนาจฝ่ายการเมืองอยู่เหนือฝ่ายทหาร สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้เป็นการดูแลในกรณีที่มีการปฏิวัติและรัฐประหาร โดยระบุไว้ในมาตรา 5 ว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อการรบหรือการสงคราม ปราบปรามล้มล้างรัฐธรรมนูญ หรือกบฏ กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหน่วยงานและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทางทหารพร้อมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ได้ตามความเหมาะสมแก่การปฏิบัติภารกิจ ทั้งนี้เพื่อให้กลไกการใช้อำนาจรัฐเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการควบคุมอำนวยการยุทธและการควบคุมบังคับบัญชากองกำลังเฉพาะกิจร่วมที่จัดตั้งขึ้น โดยกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย ทั้งนี้เพื่อให้กลไกการใช้อำนาจรัฐเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยังกำหนดไว้ใน หมวด 6 เรื่องการถวายอารักขา ว่า ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่สนับสนุนภารกิจของกรมราชองครักษ์ ในการถวายอารักขา ความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ พระราชอคันตุกะ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ในกรณีที่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร กบฏ หรือการกระทำอื่นใดในลักษณะเดียวกันให้สมุหราชองครักษ์มีหน้าที่จัดกองกำลังเพื่อถวายอารักขา ความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ พระราชอาคันตุกะ และให้มีอำนาจเรียกกำลังพลทหาร ข้าราชการและตำรวจมาประจำการยังกองกำลังที่จัดตั้งขึ้นเพื่อถวายอารักขา และมีอำนาจสั่งใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ทางทหารเพื่อการดังกล่าว และให้กำลังพลที่เรียกมาพ้นจากการกำกับบังคับบัญชาของต้นสังกัดเดิม และให้อยู่ใต้บังคับบัญชาของสมุหราชองครักษ์ และให้มีหน้าที่ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ถ้ามีการฝ่าฝืนให้ถือเป็นการทำความผิดร้ายแรง ส่วนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่จะได้บำเหน็จความดีความชอบ นอกจากนี้แล้วยังได้เสนอให้การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ในมาตรา 25 ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะกล่าวไว้ในหัวข้อถัดไป จะเห็นได้ว่า ร่างกฎหมายนี้ก็คือเครื่องมืออันสำคัญของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยที่พยายามป้องกันการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของทหารหรือการรัฐประหารโดยการเพิ่มอำนาจให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมากขึ้นแทนการเข้าไปจัดการกับกองทัพหรือปฏิรูปที่จะส่งผลกระทบต่อกองทัพโดยตรงซึ่งอาจจะกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงที่จะทำความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและกองทัพได้ แสดงถึงความประนีประนอมระหว่างรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์กับกองทัพอยู่บ้าง ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่รัฐบาลพลเรือนพยายามปฏิรูปโดยการลดกำลังพล การปรับโครงสร้างของกระทรวงกลาโหม เป็นต้น ดังนั้น ร่างกฎหมายนี้จึงเปรียบเสมือนการเขียนเสือให้วัวกลัวหรือเป็นเครื่องมือหรือสัญญาณเตือนให้กองทัพพึ่งระลึกว่าการทำรัฐประหารในอนาคตจะเกิดขึ้นได้ยาก และสามารถมีกองกำลังในการต่อต้านการปฏิวัติและรัฐประหารได้ แต่ในท้ายที่สุดร่างกฎหมายฉบับนี้ก็มิได้ถูกประกาศใช้แต่อย่างใด 3) ความเป็นอิสระของกองทัพ ภายหลังการรัฐประหารในปี 2549 คณะรัฐบาลทหารนำโดย พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ทิ้งผลผลิตที่สำคัญไว้มากมายก่อนที่จะเปิดทางให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะผลผลิตที่เกี่ยวข้องกับกองทัพที่เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่ทำให้กองทัพมีความเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาลพลเรือนและมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น นั่นคือ การออก พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 โดยเนื้อหาสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก ๆ คือ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากนักการเมือง หรือการทำให้กองทัพปราศจากการเมืองแทรกแซง และต้องการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายการเมืองในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูง ส่งผลให้รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองแทบไม่มีอำนาจหรือสามารถเข้าไปโยกย้ายตำแหน่งสำคัญหรือจัดโผทหารเองได้โดยง่ายเหมือนกับข้าราชการในองค์กรอื่น โดยเฉพาะ มาตรา 25 ที่ระบุไว้ในวรรค 2 และ 3 ซึ่งวรรค 2 นั้นระบุไว้ว่า “การพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของสำนักงานปลัดกระทรวงและส่วนราชการในกองทัพไทย ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการที่ส่วนราชการนั้นแต่งตั้งขึ้นแล้วเสนอคณะกรรมการตามวรรคสามพิจารณา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงกลาโหมกำหนด” สำหรับคณะกรรมการที่จะพิจารณานั้น ในวรรค 3 ระบุไว้ว่า “...ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบกผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้เจ้ากรมเสมียนตราเป็นผู้ช่วยเลขานุการมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของส่วนราชการตามวรรคสองและระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง และส่วนราชการในกองทัพไทย” ดังนั้น เมื่อพิจารณามาตรา 25 ในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวแล้ว จะพบว่า กรรมการส่วนใหญ่มาจากนายทหารที่เป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพแทบจะทั้งสิ้น มีเพียงรัฐมนตรีว่าการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการเท่านั้นที่เป็นฝ่ายการเมือง จากข้อจำกัดดังกล่าวนี้ ทำให้ ส.ส. พรรคเพื่อไทย พยายามที่จะแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 เพื่อเปิดทางให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารได้ เนื่องจากรัฐมนตรี ซึ่งมาจากฝ่ายการเมือง เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านการบริหาร การกำหนดนโยบาย แต่กลับไม่มีอำนาจสั่งการหรือแต่งตั้งตัวบุคคลที่เห็นว่ามีความรู้ ความสามารถและความเหมาะสมได้ เพราะติดขัดด้วยมาตรา 25 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ต้องกระทำโดยผ่านคณะกรรมการ อีกทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ยังให้อำนาจกับทหารและกองทัพมากเกินไป ทั้งที่โดยนิตินัยแล้วนายกรัฐมนตรีต้องมีส่วนเข้าไปดูแลและมีอำนาจในการตัดสินใจด้วย อย่างไรก็ตาม การแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวง กลาโหม พ.ศ. 2551 ตามความต้องการของฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยนั้น กลับพบอุปสรรคประการสำคัญ คือ ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนแตกต่างจากการแก้กฎหมายทั่วไป กล่าวคือ การแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องผ่านสภากลาโหม ตามมาตรา 42 และ 43 ซึ่งสมาชิกสภากลาโหมส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยทหารแทบทั้งสิ้น ได้แก่ ผู้นำเหล่าทัพแต่ละเหล่าทัพ ผู้ทรงคุณวุฒิจากกองทัพ และราชองครักษ์ ส่วนฝ่ายการเมืองมีเพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น คือ รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในกรณีถ้ามีรัฐมนตรีมากกว่า 1 คน นอกจากนี้ในมาตรา 43(5) ยังได้ระบุไว้ว่า ในการดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องเป็นไปตามมติของสภากลาโหม อันประกอบไปด้วยเรื่อง (1) นโยบายการทหาร (2) นโยบายการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร (3) นโยบายการปกครองและการบังคับบัญชาภายในกระทรวงกลาโหม (4) การพิจารณางบประมาณการทหาร และการแบ่งสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม (5) การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการทหาร และ (6) เรื่องที่กฎหมายหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำหนดให้เสนอสภากลาโหม จะเห็นได้ว่า นอกจากมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการแทรกแซงและควบคุมของฝ่ายการเมืองแล้ว ในมาตรา 43(5) ยังได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการทหารจะต้องเป็นไปตามมติของสภากลาโหมเท่านั้น” ดังนั้น ในมาตรา 43 จึงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญอีกเครื่องมือหนึ่งในการสกัดกั้นและป้องกันฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการทหารไว้เกือบทุกเรื่อง ทำให้การแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายการเมืองนั้นจึงแทบจะเป็นไปได้ยากหรือแทบจะทำไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดบางมาตราและมีการประกาศใช้ฉบับใหม่ที่เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 แต่เนื้อหาสาระของพระราชบัญญัตินี้ยังไม่แตกต่างจากฉบับเดิม และไม่มีการแก้ไขในมาตรา 25 หรือมาตรา 43 ที่ถือว่าเป็นข้อจำกัดและอุปสรรคสำหรับรัฐบาลพลเรือนแต่อย่างใด ดังนั้น การมี พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม จึงเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่ด้านหนึ่งเป็นเครื่องมือที่สร้างความเป็นอิสระให้แก่กองทัพและยังเป็นการคุ้มกันหรือป้องกันมิให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือก้าวก่ายกิจการภายในของกองทัพได้ แต่อีกด้านหนึ่งหากกองทัพมีความเป็นอิสระมากเกินไป ไร้การควบคุมจากรัฐบาลพลเรือนตามหลักการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในระบอบประชาธิปไตยแล้วก็จะทำให้รัฐบาลพลเรือนมีความอ่อนแอ หากเกิดวิกฤตทางการเมืองเกิดขึ้นอาจนำไปสู่การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพเสียเอง จนทำให้การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยหยุดชะงักได้ 4) การโยกย้ายตำแหน่งนายทหารสำคัญของกองทัพ เมื่อถึงฤดูกาลแต่งตั้งและโยกย้ายตำแหน่งนายทหารสำคัญประจำปีของกองทัพก็จะถูกจับตามองจากหลายฝ่ายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้นำเหล่าทัพซึ่งจะต้องทำหน้าที่ในการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในหลายด้าน โดยในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์นี้พบว่าปัญหาข้อขัดแย้งของการแต่งตั้งและโยกย้ายนายทหารมีไม่มากนัก เนื่องจากในหลายตำแหน่งยังอยู่อายุราชการที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกที่มีบทบาททางการเมืองสูงกว่าผู้นำเหล่าทัพอื่น นอกจากนี้ ด้วยข้อกฎหมายที่จำกัดจาก พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 และท่าทีในการประนีประนอมของรัฐบาลก็ทำให้รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองไม่สามารถที่จะแทรกแซงในการแต่งตั้งและโยกย้ายนายทหารประจำปีได้ อย่างไรก็ตาม กลับปรากฏภาพความเห็นไม่ตรงกันซึ่งกลายเป็นจุดแตกหักระหว่าง พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกับ พล.อ. เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม กรณีการเสนอชื่อแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ โดยที่ พล.อ.อ. สุกำพล เสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก แต่ พล.อ. เสถียร ได้เสนอชื่อ พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม โดยให้เหตุผลว่าเป็นผู้ที่อาวุโสกว่าและเป็นคนในกระทรวง จนทำให้ พล.อ. เสถียร ต้องทำหนังสือขอเข้าพบนางสาวยิ่งลักษณ์ เพื่อชี้แจงการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว โดยมีเนื้อหาระบุ การเสนอชื่อผู้มาดำรงตำแหน่งปลัดกลาโหมไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงกลาโหมกำหนด รวมถึงบอกถึงพฤติกรรม พล.อ.อ. สุกำพล ในการก้าวก่ายแทรกแซง ใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไทยพับลิก้า, 27 สิงหาคม 2555) 5) การควบคุมทหารโดยภาคประชาชน หลังจากการรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา พบการตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการปรากฏบทบาทของกลุ่ม ต่าง ๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง รวมถึงการสร้างประชาธิปไตยตามแบบฉบับที่กลุ่มต้องการ หากกล่าวถึงประเด็นการควบคุมทหารโดยภาคประชาชนแล้วจะพบว่าในช่วงที่ผ่านมามีทั้งกลุ่มที่เคลื่อนไหวสนับสนุนกองทัพ รวมถึงกลุ่มที่เรียกร้องให้กองทัพหยุดการแทรกแซงทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ถือว่าเป็นกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย และยังเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การเข้าสลายการชุมนุมในปี 2552 และ 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยได้ออกมาเคลื่อนไหวการเรียกร้องให้ทหารกับเข้ากรมกอง รวมถึงการเปิดเวทีปราศรัยเพื่อโจมตีการทำงานของกองทัพและต่อต้านการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของทหารอยู่ต่อเนื่อง อีกทั้งการที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้สื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในการเผยแพร่ข้อมูลของกลุ่มก็เป็นปัจจัยที่ทำให้กองทัพระมัดระวังมากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงยังอาศัยบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการอภิปราย ตรวจสอบและถ่วงดุลกองทัพเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ก็ได้ปรากฏกลุ่มพลังทางการเมืองหลากหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านหรือขับไล่รัฐบาล ที่พัฒนามาจากการกลุ่มคัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมของรัฐบาล โดยระยะหลังมีการเรียกร้องให้ทหารเข้าแทรกแซงทางการเมืองจนทำให้การควบคุมทหารตามระบอบประชาธิปไตยเปลี่ยนทิศทางไป 2. ด้านการจัดการงบประมาณ 1) การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในปี 2540 หรือที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” และเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ส่งผลให้ประเทศไทยต้องปรับวงเงินงบประมาณของประเทศที่เป็นแบบเกินดุล ร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ทำให้กระทรวงต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรงบประมาณที่ลดน้อยลงไปเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายลงไปมากและเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว แต่รัฐบาลก็มิได้ให้ความสำคัญในการปรับเพิ่มงบประมาณของกระทรวงกลาโหมมากเท่าไรนัก ถึงแม้ในบางปีจะได้รับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่สูงมากแบบมีนัยสำคัญ และเมื่อเทียบสัดส่วนงบประมาณกระทรวงกับงบประมาณประเทศก็พบว่ามีสัดส่วนที่ลดลงมากกว่าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์การรัฐประหารในปี 2549 กลับพบว่ากระทรวงกลาโหมกลายเป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่กระทรวงกลาโหมเคยได้รับที่ประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท ในช่วงก่อนการรัฐประหาร แต่ภายหลัง งบประมาณดังกล่าวกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 แสนล้านบาท ในปี 2552 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี แม้จะมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งและยังเป็นขั้วอำนาจเก่าที่ถือเป็นคู่ปฏิปักษ์กับทหารโดยเฉพาะรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็มิได้มีทีท่าว่าจะมีการปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมลงแต่อย่างใดและมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น (โปรดพิจารณาในตารางที่ 1) ขณะที่หลายฝ่ายมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเพิ่มงบประมาณด้านทหารและการป้องกันประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า อาจเกิดจากความเกรงใจจากการที่ฝ่ายทหารเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองมากขึ้น แต่กองทัพก็ให้เหตุผลถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านการทหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งสภาพเศรษฐกิจของโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น กรณีพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้และจีนตะวันออก ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายประเทศในอาเซียนได้รับแรงกดดันให้ต้องเพิ่มแสนยานุภาพทางทะเลด้วยการเพิ่มงบซื้อเรือรบ เรือตรวจการณ์ เรือดำน้ำ รวมถึงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมาแทนที่ของเก่า เนื่องจากอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่มีอยู่เป็นอาวุธที่ใช้มาตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ซึ่งกำลังจะล้าสมัยและมีต้นทุนในการบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นที่ต้องปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัยขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพไว้ถ่วงดุลกับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต นอกจากการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมแล้ว รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ยังได้จัดสรรเงินให้แก่ส่วนราชการ สังกัดกระทรวงกลาโหมจำนวน 952 ล้านบาท เพิ่มเติม เพื่อปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุทหารบรรจุใหม่ และการเลื่อนขั้นชั้นเงินเดือนเพื่อชดเชยแก่ทหารที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นเงินเดือนแรกบรรจุตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม ได้รับทั้งสิ้น 18 ล้านบาท กรมราชองครักษ์ จำนวน 1.9 ล้านบาท กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 86 ล้านบาท กองทัพบก จำนวน 584 ล้านบาท กองทัพเรือ จำนวน 182 ล้านบาท และกองทัพอากาศ จำนวน 69 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการเลื่อนขั้นชั้นเงินเดือนของกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ ได้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการปรับเงินเดือนให้แก่หน่วยงานในส่วนอื่น ๆ ไปแล้ว ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา งบประมาณกระทรวงกลาโหมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่มีคะแนนเสียงในสภามากถึง 300 เสียง แต่ก็ไม่มีการปรับลดงบประมาณลงแต่อย่างใด ทั้งยังมีการอนุมัติและจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้แก่บุคลากรสังกัดกระทรวงกลาโหมด้วย แสดงให้เห็นถึงความเกรงใจและความพยายามในการประนีประนอมในเชิงอำนาจผ่านผลประโยชน์ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อกองทัพและยังทำให้กองทัพได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่รัฐบาลที่จะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้โดยปราศจากการแทรกแซงหรือการเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองของกองทัพมากยิ่งขึ้น 2) การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ จากที่ได้อธิบายและพิจารณาถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวง กลาโหมหลังการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมาในข้างต้นก็จะพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เคยถูกปรับลดลงนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จนส่งกระทบต่อกองทัพทำให้เกิดความขาดแคลนงบประมาณเพื่อการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพโดยเฉพาะการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มความแข็งแกร่งของกองทัพ จากการปรับเพิ่มขึ้นของงบประมาณกระทรวงกลาโหมอย่างต่อเนื่องหลังการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา แผนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหลายครั้ง รวมถึงการอนุมัติจัดซื้อเป็นอันสำเร็จทั้งโครงการเล็กจนไปถึงโครงการที่ต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาล เช่น โครงการจัดซื้ออาวุธ โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ โครงการจัดซื้อยานเกราะ โดยเฉพาะการจัดซื้อเรือเหาะในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่กองทัพได้รับการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากทั้งจากคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร และประชาชนโดยทั่วไปถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งานของเครื่อง เป็นต้น นอกจากนี้ยังถูกตั้งข้อกังขาถึงการอนุมัติงบประมาณที่ถี่จนเกินไปโดยไม่คำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและความจำเป็นในขณะนั้น สำหรับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ได้มีแผนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หลายประเภทเช่นกัน เช่น ในปี 2554 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธขนาดเบา AS-500/C3 (FENNEC) จากบริษัทยูโรคอปเตอร์ ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 8 ลำ เป็นเงินกว่า 1,500 ล้านบาท ในปี 2555 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการของกองทัพเรือในการจัดหาเรือฟริเกต จำนวน 2 ลำ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ระยะดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2559 การอนุมัติเงินก่อหนี้ผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2555-2557 ระยะเวลา 3 ปี โครงการปรับปรุงเรือฟริเกต ชุดเรือหลวงนเรศวร ระยะ 2 มูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท การอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2555-2557 ในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไปของกองทัพบก ระยะ 1 ห้วงที่ 3 มูลค่า 2.8 พันล้านบาท ส่วนในปี 2556 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณผูกพันข้ามปี พ.ศ. 2557-2561 ในโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ จำนวน 1 ลำ วงเงินกว่า 14,997 ล้านกว่าบาท ที่ต่อเรือจากอู่บริษัทแดวู ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงการอนุมัติงบกลางประจำปี พ.ศ. 2556 ให้กองทัพอากาศ จำนวน 718 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องบิน และจัดสรรเป็นงบซ่อมบำรุง เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการหยิบยกการจัดซื้อเรือดำน้ำมือสองจากประเทศเยอรมนีขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งกองทัพเรือเคยเสนอขออนุมัติงบประมาณไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่ไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใดจนกระทั่งมีการยุบสภา อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์เช่นกัน 3. ด้านความมั่นคงของประเทศ บทบาททหารถูกเพิ่มมากขึ้นหลังจากการรัฐประหารในปี 2549 โดยเฉพาะ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ที่ได้เพิ่มอำนาจและบทบาททหารในกำหนดนโยบายและการปฏิบัติการด้านความสงบเรียบร้อยในประเทศผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน) ซึ่งเดิมถูกแปรสภาพมาจากกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) ในปี 2516 ที่มีภารกิจเพียงการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่ภายหลังภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ลดน้อยลงจึงมีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ในรัฐบาลนายชวน และได้ปรับบทบาทของ กอ.รมน. ให้ปฏิบัติภารกิจทางด้านป้องกันปราบปรามยาเสพติด การจัดระเบียบและเสริมความมั่นคงชายแดน การพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ การแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยและผู้หลบหนีเข้าเมือง การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี การปฏิบัติงานด้านการข่าว และการปฏิบัติการจิตวิทยา ต่อมาในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ มีการปรับโครงสร้าง กอ.รมน. ใหม่ และได้ปรับลดบทบาทของ กอ.รมน. ลง โดยเฉพาะด้านการแก้ไขความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ และเพิ่มบทบาทด้านการประสานงานแทน ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ถูกประกาศใช้ก็จะทำให้ทหารสามารถเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองในฐานะผู้รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหากได้รับคำสั่ง ซึ่งในมาตรา 3 นั้นก็ได้ให้นิยามของ “การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” อย่างกว้าง ๆ ว่า เป็นการดำเนินการเพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ใดที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ ให้กลับสู่สภาวะปกติ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และเมื่อพิจารณาจากมาตราอื่นก็จะพบว่าไม่มีมาตราใดที่ให้คำนิยามของคำว่า “ความมั่นคง” หรือ”ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ไว้ จึงเป็นการเปิดช่องว่างให้ทหารสามารถเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองได้เพื่อปกป้องรัฐบาลมากกว่าการป้องกันภัยคุกคามภายในประเทศอย่างแท้จริง โปรดติดตามต่อใน การจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่ผิดพลาด จากรัฐประหารปี 49 สู่รัฐประหารปี 57 : บทเรียนสู่สังคมไทยเพื่อการปฏิรูปกองทัพ (ตอนที่ 3)
การจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่ผิดพลาด จากรัฐประหารปี 49 สู่รัฐประหารปี 57: บทเรียนสู่สังคมไทยเพื่อการปฏิรูปกองทัพ (ตอนที่ 2) content media
1
0
103
อรรถพล เมืองมิ่ง
07 มิ.ย. 2563
In แบ่งปันความรู้
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารหลังการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเน้นศึกษาในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นหลัก โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร ด้วยการศึกษาค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร รายงาน บทความ รวมถึงบทวิเคราะห์หรือข่าวจากสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในครั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า หลังการรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา ทหารได้เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลทางการเมืองมาโดยตลอด แม้จะมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่สามารถจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่เหมาะสมได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย การมีท่าทีในประนีประนอม และความเกรงใจต่อกองทัพ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองทัพซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างหนึ่ง จึงทำให้กองทัพดำรงอยู่ในการเมืองต่อไป นอกจากนี้ การที่รัฐบาลพลเรือนสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหาร โดยเฉพาะปัจจัยแวดล้อมภายนอก ทั้งความชอบธรรมของรัฐบาล การขาดเสถียรภาพในการบริหารงานจากวิกฤตความขัดแย้ง หรือการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับผลกระทบกระเทือน ส่งผลให้ดุลยภาพในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในระบอบประชาธิปไตยเปลี่ยนไป จนทำให้สามารถเข้าสู่อำนาจทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบและมีอำนาจเหนือพลเรือนในปี 2557 อรรถพล เมืองมิ่ง. (2560). การจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารที่ผิดพลาด จากรัฐประหารปี 2549 สู่รัฐประหารปี 2557 : บทเรียนสู่สังคมไทยเพื่อการปฏิรูปกองทัพ. วารสารรัฐศาสตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2560) หน้า 83-115 บทนำ ตามหลักประชาธิปไตยโดยทั่วไป อำนาจทางการเมืองจะต้องมีความ สัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงจากประชาชน ตลอดจนการถูกใช้โดยสถาบันทางการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนหรือพลเมืองของรัฐนั้น ๆ และกองทัพก็เปรียบเสมือนเครื่องมือของรัฐที่จะต้องอยู่ภายใต้อำนาจการบังคับบัญชาจากผู้กุมอำนาจรัฐ นั่นคือ รัฐบาล พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในทางกลับกันกองทัพและทหารที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงทางการเมืองกับประชาชนโดยตรงมักจะแสดงบทบาทในทางการเมืองอยู่บ่อยครั้งและกลายมาเป็นผู้กุมอำนาจรัฐนั้นเสียเอง ดังนั้น หากเมื่อใดที่กองทัพเข้ามามีอำนาจหรือแสดงบทบาททางการเมืองแล้วประชาธิปไตยก็มักจะถูกบั่นทอนลงทันที เห็นได้จากกรณีในหลายประเทศที่กองทัพหรือทหารมักจะเป็นส่วนหนึ่งในอุปสรรคประการสำคัญที่คอยขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยจากการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อการสถาปนาอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนหรือการแสวงหาอำนาจเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อกองทัพ หรือแม้กระทั่งการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศผ่านการข่มขู่ คุกคาม หรือการใช้กำลังทำการก่อกบฏ ยึดอำนาจ หรือการรัฐประหาร โดยส่วนใหญ่มักพบในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ระบบการเมืองการปกครองอยู่ในระยะของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย จนทำให้อำนาจและบทบาทของกองทัพถูกควบคุมและจำกัดลง ซึ่งมักจะอาศัยสถานการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นขาดความชอบธรรม เกิดความล้มเหลวในการบริหารประเทศ โดยที่การกระทำดังกล่าวมักสำเร็จได้อย่างเรียบง่าย ในบริบทของประเทศที่กำลังพัฒนานั้น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารและกองทัพถือเป็นกลุ่มอำนาจที่เก่าแก่ทั้งยังเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลและเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะสังคมได้ให้การยอมรับกองทัพในฐานะผู้ปกป้องประเทศจากสงครามต่าง ๆ และการรุกรานจากเจ้าอาณานิคม ทำให้กองทัพมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของสังคม อีกทั้งการได้รับการสนับสนุนจากโลกตะวันตกในการต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงของสงครามเย็นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กองทัพมีความเข้มแข็งและมีความเป็นชาตินิยมสูงมากขึ้น จนกลายเป็นยุคแห่งทหารเป็นใหญ่และมีพลังเป็นด้านหลักทางการเมือง นอกจากนี้กองทัพยังมีความเป็นสถาบันที่มีความโดดเด่นในแง่สมรรถนะการใช้กำลังและการจัดโครงสร้างอำนาจภายในองค์กรที่มีความเข้มแข็งซึ่งแตกต่าง จากองค์กรหรือสถาบันอื่น ๆ ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการมีการบังคับบัญชาแบบรวมศูนย์ และเป็นลำดับชั้น การมีระเบียบวินัย มีการติดต่อสื่อสารกันภายในองค์กร รวมถึงการมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแน่นแฟ้นในลักษณะของความเป็นเอกเทศ และสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ เช่น กรณีประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กองทัพมักมีลักษณะเด่นในการสถาปนาระบอบอำนาจนิยม ซึ่งการแทรกแซงทางการเมืองมักไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล หากแต่เป็นเรื่องขององค์กรหรือสถาบันโดยรวม รวมถึงลักษณะที่เกี่ยวพันกับภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองทั้งในระดับโครงสร้างอำนาจรัฐ และพื้นฐานทางวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ ตลอดจนการสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับความมั่นคง การปกป้องสถาบัน และการสร้างความปรองดองของคนในชาติ เช่นนี้ทำให้การแทรกแซงทางการเมืองของทหารและกองทัพจึงมักเกิดอยู่บ่อยครั้ง สำหรับประเทศไทยแล้ว นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ถึงปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากสถิติของการแทรกแซงทางการเมืองของทหารหรือกองทัพแล้วดูจะเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการก่อกบฏ รัฐประหาร หรือแม้กระทั่งการมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน การเป็นผู้กำหนดตัวผู้นำรัฐบาล การพิทักษ์รัฐบาลที่เป็นเสมือนตัวแทนของกองทัพ การวางรากฐานทางอำนาจโดยการกำหนดกฎเกณฑ์ โครงสร้างเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กองทัพผ่านการตรากฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาลพลเรือน จึงกล่าวได้ว่าการแทรกแซงของทหารในการเมืองจึงกลายเป็น “กฎ” มากกว่าเป็น “ข้อยกเว้น” นอกจากนี้ หากพิจารณารายชื่อของนายกรัฐมนตรีไทยหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พบว่าส่วนใหญ่มักจะเป็นทหารทั้งที่มาจากกระบวนการสรรหา เสนอชื่อ รวมถึงการปกครองของรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลที่เป็นตัวแทนทหารซึ่งมีระยะเวลาการครองอำนาจมากกว่ารัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง อันเป็นการสะท้อนถึงการมีอิทธิพลของทหารต่อการเมืองได้เป็นอย่างดี แม้ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬจะทำให้กองทัพถูกลดบทบาททางการเมืองอย่างชัดเจน และการมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งมีเสถียรภาพและมีความเข้มแข็งจนเชื่อมั่นว่ากองทัพจะไม่สามารถเข้าแทรกแซงทางการเมืองได้ แต่กองทัพกลับอาศัยสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่สุกงอมในการทำรัฐประหารในปี 2549 จนทำให้ทหารและกองทัพกลับเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้ภายหลังจะมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคการเมืองภายใต้การกำกับของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่เคยถูกกองทัพทำรัฐประหารจะได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจในทางการเมืองอีกครั้ง แต่กลับไม่สามารถปฏิรูปกองทัพหรือจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังปรากฏภาพของการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลและกองทัพจนถูกมองว่าเป็นความเกรงใจทหารหรือการเอื้อประโยชน์ให้กองทัพเพื่อให้รัฐบาลบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นโดยปราศจากการแทรกแซงของกองทัพ แต่ท้ายที่สุด กองทัพก็เลือกจะเข้าแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้งในการรัฐประหารในปี 2557 จนทำให้กระบวนการ พัฒนาประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักลง ดังนั้น บทความนี้จึงมุ่งเน้นอธิบายถึงการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารหลังการรัฐประหารปี 2549 ที่ถือว่าเป็นความผิดพลาดจนนำมาสู่การรัฐประหารในปี 2557 ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สังคมไทยต้องตะหนักและร่วมกันปฏิรูปในการกำหนดบทบาทใหม่ของกองทัพภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารเพื่อให้เกิดดุลยภาพในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคต ทบทวนวรรณกรรมว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในระบอบประชาธิปไตย ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหาร (Civil-Military relations) ถือประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งต่อการศึกษาพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมักจะอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก คือความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และมั่นคง หากอธิบายความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารอย่างกว้าง ๆ แล้ว จะหมายถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม (Civil society) และองค์กรหรือสถาบันทางทหาร (Military organization) และเมื่ออธิบายอย่างแคบ ๆ จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำที่เป็นรัฐบาลพลเรือนที่มีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยและผู้นำทางทหารหรือผู้นำของกองทัพ ซึ่งการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารนี้มักจะถูกตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า พลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพ และกองทัพต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน ดังนั้น การอธิบายในเรื่องนี้จึงมักเป็นการอธิบายถึงวิธีการควบคุมทหารโดยพลเรือน (Civilian control of military) และความเป็นวิชาชีพของทหาร (Military professionalism) อย่างไรก็ตาม การศึกษาและการอภิปรายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารนั้น ไม่จำกัดเฉพาะการควบคุมทหารโดยพลเรือน แต่จะต้องมีการอธิบายถึงความเป็นสถาบันทางทหาร ความเป็นวิชาชีพของทหาร การสงคราม และปฏิสัมพันธ์ของทหารต่อความเป็นประชาธิปไตยในระดับสากลเช่นกัน การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในแต่ละภูมิภาคหรือประเทศย่อมมีลักษณะความแตกต่างกันตามบริบทแวดล้อมภายในและภายนอก แต่มีนักวิชาการหลายคนที่พยายามจำแนกลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารไว้ หากแต่มีหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่แตกต่างกันออกไปตามแนวคิดหรือมุมมองของนักวิชาการ เช่น Claude E. Welch & Arthur K. Smith จากงานเขียน Military Role and Rule: Perspectives on Civil-Military ที่จำแนกตามระบบการเมืองภายในประเทศเป็นหลัก หรือ Janowitz ในงานเขียน The Military in the Political Development of New Nation : An Essay in Comparative Analysis ที่แบ่งตามระบอบการปกครอง ขณะที่ Mark Beeson & Alex Bellamy ในงานเขียน Securing Southeast Asia: the Politics of Security Sector Reform ที่มองจากความเป็นทหารวิชาชีพและความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารแต่จะเน้นไปที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าประเทศตะวันตก เป็นต้น Finer ได้กล่าวไว้ว่า “กองทัพ คือ สถาบันที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องสังคมการเมือง แต่หากมีอำนาจมากก็จะกลายเป็นภัยต่อสังคมการเมืองได้เช่นกัน” ดังนั้น การจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย พลเรือนจะต้องเป็นใหญ่เหนือทหาร (Civilian supremacy) และกองทัพ (รวมถึงกำลังตำรวจ) จะต้อง